เนื่องจากธรรมบรรยาย ของท่านพุทธทาสภิกขุ ได้อ้างถึงข้อความในพระคัมภีร์ที่พิมพ์ขึ้น ก่อนปี ค.ศ. 1971 ซึ่งปัจจุบันได้มีการทำการปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นข้อความที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้บรรยายไว้นั้น อาจไม่ตรงกับข้อความในพระคัมภีร์ปัจจุบัน หากมีข้อความในพระคัมภีร์ที่ท่านอ้างถึง แต่ไม่ตรงทุกตัวอักษร กับพระคัมภีร์ในปัจจุบัน ก็ขอให้ท่านผู้ศึกษาได้เข้าใจว่า การอธิบายมุ่งเน้นในความหมายทางธรรมโดยรวม ของข้อความนั้นๆ   หากผู้ศึกษาได้เปิดใจกว้างและทำความเข้าใจ ในคำอธิบายตีความของท่าน ก็จะได้รับประโยชน์ จากการอธิบายตีความของท่านโดยแน่นอน  

ข้อสังเกตุ คัมภีร์ที่ปรับปรุงใหม่ เปลี่ยนชื่อจาก มัดธาย เป็น มัทธิว
เปลี่ยนชื่อจาก โยฮัน เป็น ยอห์น

เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา จึงได้คัดข้อความในพระคัมภีร์ที่แก้ไขใหม่ ดังต่อไปนี้

มัทธิว 5/17  "อย่าคิดว่า เรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติ และคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ.

มัทธิว 12/18-21 ดูเถิด ผู้รับใช้ของเราซึ่งได้เลือกสรรไว้ ที่รักของเราผู้ซึ่งเราโปรดปราน เราจะเอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้ ท่านจะประกาศความยุติธรรม ไปให้แก่บรรดาประชาชาติ ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทและไม่ร้องเสียงดัง ไม่มีใครจะได้ยินเสียงของท่านตามถนน ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก ไส้ตะเกียงเป็นควันจวนดับแล้ว ท่านจะไม่ดับ กว่าท่านจะได้นำความยุติธรรม ให้มีชัยชนะ และบรรดาประชาชาติ จะฝากความหวังไว้กับท่าน

มัทธิว 20/28 อย่างที่บุตรมนุษย์ มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่าน ให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก"

มัทธิว 19/17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้"

มัทธิว 10/39 ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ก็จะได้ชีวิตรอด

ยอห์น 3/3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้"

ยอห์น 3/6 ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

 

คริสตธรรม พุทธธรรม

ปาฐกถาธรรม โดย พุทธทาสภิกขุ
ณ ศูนย์ศิลป วิทยาลัยพระคริสตธรรม แห่งสภาคริสตจักร ประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่

ตอนที่ ๑

การทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย

การทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างศาสนาด้วยเจตนาดีต่อกัน ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจอันดีต่อกันและกัน ความเข้าใจอันดีต่อกันและกัน ย่อมนำไปสู่การมีความคิดนึกและการกระทำที่ไม่กระทบกระทั่งกัน, ความไม่กระทบกระทั่งกัน ย่อมนำไปสู่การรวมกันเป็นหน่วยแห่งสันติสุขหน่วยเอกของโลก, ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเป็นกันมาก ที่ได้มาแสดงปาฐกถาในลักษณะที่เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างศาสนาในที่นี้.

สิ่งแรกที่จำต้องนำมาทำการเปรียบเทียบ ก็คือ ทั้งพระพุทธเจ้าและพระเยซูคริสต์ ล้วนแต่เกิดมาในโลกนี้เพื่อทำสิ่งที่ยังพร่องอยู่ให้สมบูรณ์. พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า "เรามิได้มาเพื่อยกเลิกคำสอนและบรรดาศาสดาอื่นๆ เหล่านั้น แต่เรามาเพื่อให้สำเร็จตามนั้น, " _ (มัดธาย ๕/๑๗) และยังมีคำของยะซายา อันกล่าวถึงพระเยซูคริสต์อีกว่า "พระองค์จะทรงประกาศการพิพากษาระหว่างชาติต่างๆ พระองค์จะไม่ขันสู้ใคร, พระองค์จะไม่ส่งเสียงดัง, จะไม่มีใครได้ยินเสียงของพระองค์ตามท้องถนนหลวง, พระองค์จะไม่ทรงกระชากไม้อ้อแม้ที่หักแล้วให้ออกจากกันเป็นท่อน; พระองค์จะไม่ทรงบี้ไส้ตะเกียงที่เหลือแต่ควันกรุ่นให้ดับสนิทลงไป. จนกระทั่งทรงนำความเป็นธรรมไปสู่ชัยชนะได้. ชาติต่างๆ จะฝากความหวังไว้ในพระองค์". _ (มัดธาย ๑๒/๑๘-๒๑) ข้อความนี้เห็นได้ชัดว่า : เป็นคำกล่าวที่มุ่งหมายครอบคลุมทั่วโลก หรือระหว่างนานาชาติ, สมตามที่ศาสนาเป็นของนานาชาติ มิได้เฉพาะชาติใด ดังนั้น ขอให้ถือไว้เป็นหลักตายตัวว่า คำกล่าวของพระเยซูคริสต์หรือของศาสดาองค์ใดในคัมภีร์ไบเบิลก็ตาม เป็นคำกล่าวที่มุ่งหมายเพื่อโลกทั้งโลก มิใช่มุ่งหมายเฉพาะดินแดนปาเลสไตน์โดยเฉพาะ. 

สำหรับพระพุทธเจ้านั้น ท่านได้ตรัสว่า "ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข ทั้งของเทวดาและมนุษย์." _(มุ.ม. ๑๒/๓๗/๔๖). ใจความสำคัญอยู่ตรงที่มิได้เกิดมาเพื่อการกระทบกระทั่งกับผู้ใด หรือลัทธิใด หากแต่เพื่อทำโลกให้สมบูรณ์ด้วยวัตถุประสงค์แห่งการมีโลก, ดังนั้นพระองค์จึงมิได้ทรงกระทบกับศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีอยู่ก่อน หากแต่ได้ทรงสอนสิ่งซึ่งในศาสนาเหล่านั้นยังขาดอยู่พร่องอยู่, หรือทรงอธิบายเสียใหม่ในแง่ที่สูงขึ้นไป เป็นการแสดงให้ครบทุกแบบ  และทรงเปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกเอาตามความพอใจ ไม่มีการบังคับ. ตัวอย่างเช่นเรื่องนรกและสวรรค์ที่สอนกันอยู่ก่อนอย่างไร ก็ไม่ทรงเลิกถอน แต่กลับทรงแสดงในลักษณะที่น่าสนใจกว่า, จำเป็นกว่า ใกล้ชิดกว่า เห็นได้ชัดกว่า, คือนรกหรือสวรรค์ที่กำลังเกิดอยู่ในใจของคนจริงๆ ในโลกนี้, มิใช่เรื่องหลังจากตายแล้วเป็นต้น.

เมื่อทำการเปรียบเทียบกันระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาคริสต์ เราจะเห็นว่า พระศาสดาของแต่ละศาสนามิได้เกิดขึ้นเพื่อกระทบกระทั่งกันระหว่างลัทธิใดๆ เพราะพระศาสดานั้นๆ มิได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำเพื่อมหาชนทั้งโลก. พวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ที่ทำการต่อสู้และกระทบกระทั่งอยู่ฝ่ายเดียว. พระเยซูคริสต์ก็ตาม พระพุทธเจ้าก็ตาม มิได้ทรงมีเจตนาที่จะทำลายผู้ใด มีแต่การเสียสละเพื่อความสมบูรณ์ของสิ่งที่มนุษย์จะได้รับเท่านั้น, แม้การกระทำของพระองค์ จะมีลักษณะเป็นการปฏิวัติ ก็เป็นการปฏิวัติที่มีสัจจธรรมเป็นเครื่องมือ สำหรับหว่านโปรยไปในโลกเท่านั้นเอง. เราจึงควรถือเป็นหลักว่า พระศาสดาทั้งหลายในโลก เกิดขึ้นมาเพื่อร่วมมือกัน ทำโลกให้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้รับ. สาวกของพระศาสดาองค์ใดทำไปอย่างผิดความประสงค์อันนี้ เช่นทำไปเพื่อกวาดล้างกันเป็นต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่นอกคอก.

สิ่งที่สอง ที่จะต้องสนใจกันต่อไป คือ สำนวนภาษาที่ใช้อยู่ในคัมภีร์แห่งศาสนานั้นๆ มีอยู่สองชนิด คือภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ตามธรรมดา ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า "ภาษาคน", ชนิดหนึ่ง, อีกชนิดหนึ่งนั้น เป็นภาษาของฝ่ายศาสนาโดยเฉพาะ มีความหมายพิเศษเล็งถึงเรื่องทางนามธรรม คือทางฝ่ายจิตหรือวิญญาณ ซึ่งในที่นี้จะเรียกว่า "ภาษาธรรม". ในพระไตรปิฎกก็ดี ในไบเบิลก็ดี เต็มอยู่ด้วยภาษาทั้งสองชนิดนี้ และมีความยุ่งยากเกิดขึ้นเนื่องจากคนส่วนมากไม่เข้าใจในส่วนที่เป็น"ภาษาธรรม" แล้วถือเอาความหมายอย่างกะว่าเป็นภาษาคน เลยเข้าใจผิด หรือเข้าใจไม่ได้เลย เป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากขึ้นนานาประการ ในวงการของศาสนานั้น หรือที่เนื่องกันกับศาสนาอื่น ในเมื่อจะมีการศึกษาเปรียบเทียบ ดังที่เรากำลังกระทำกันอยู่ เพราะเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจะต้องขอร้องท่านทั้งหลายให้อดทนทำความเข้าใจกันในส่วนนี้ มากเป็นพิเศษ. เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ข้าพเจ้าจะอธิบายด้วยการให้ตัวอย่างต่างๆ ที่มีอยู่ในไบเบิลเอง.

ใน เยเนซิส ๒/-๑๗ มีคำกล่าวของพระเจ้า ห้ามอาดัมไม่ให้กินผลไม้ต้นนั้นว่า "ถ้าขืนกินจะต้องตาย" คำว่า "ตาย" ในที่นี้ เป็นภาษาธรรม คือมิได้หมายถึงการตายตามธรรมดา แต่เป็นการตายทางวิญญาณ. พระเจ้าเองก็ดี หรือจะเป็นผู้เขียนคัมภีร์เยเนซิสเองก็ดี ย่อมรู้อยู่แล้วว่า อาดัมในขณะนั้นยังไม่รู้ความหมายของคำว่าตายด้วยซ้ำไป, แม้จะรู้ ก็ต้องรู้อย่างมีความหมายในภาษาคน คือตายตามธรรมดา. อาดัมยังไม่ได้กินผลไม้นั้น ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับของเป็นคู่ๆ เช่น ความตายกับความมีชีวิต, ความเป็นหญิงเป็นชาย, ความดีความชั่ว ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น. อย่างมากที่อาดัมจะรู้ก็คือ ความตายตามธรรมดา ในภาษาคนธรรมดา. ส่วนพระเจ้าหรือผู้กล่าวคัมภีร์เยเนซิสนั้นรู้ดีว่า คำว่าตายในที่นี้ หมายถึง "ตายทางวิญญาณ" ซึ่งในกรณีนี้ย่อมหมายถึงการเกิดบาปดั้งเดิม (Original Sin) ขึ้นมาทำให้มนุษย์ต้องเป็นทุกข์อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง มาจนกระทั่งทุกวันนี้. คำว่า "ตาย" ในกรณีเช่นนี้ เราเรียกว่าเป็น คำพูดในภาษาธรรม, ไม่ใช่ภาษาคน แต่ประการใด.

ใน โยฮัน ๓/-๓ มีคำกล่าวว่า "ถ้าผู้ใดไม่บังเกิดใหม่แล้ว จะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้." คำว่า "เกิดใหม่" ในที่นี้ เป็นภาษาธรรม คือเกิดได้ในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องสิ้นชีวิตเสียทีหนึ่งก่อนแล้วจึงเกิด. แต่อาจเกิดด้วยการเปลี่ยนใจเป็นอย่างตรงกันข้ามจากที่เคยเป็นมาก่อน. และในข้อถัดไปอีกเล็กน้อย คือข้อ ๓/-๖ ก็มีคำกล่าวอยู่ชัดแล้วว่า "สิ่งซึ่งบังเกิดทางเนื้อหนัง ก็เป็นเนื้อหนัง, สิ่งซึ่งบังเกิดทางวิญญาณ(Spirit) ก็เป็นวิญญาณ" นี้ชี้ให้เห็นว่า เกิดทางเนื้อหนังนั้นเป็นการเกิดตามภาษาคน, การเกิดทางวิญญาณเป็นการเกิดในภาษาธรรม.

ใน มัดธาย ๒๐/-๒๘ มีคำกล่าวว่า "ทรงประทานชีวิตของพระองค์ ให้เป็นค่าไถ่เพื่อคนเป็นอันมาก", และในข้อ ๑๙/-๑๗ มีคำกล่าวว่า "ถ้าประสงค์จะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือปฏิบัติตามพระบัญญัติไว้", คำว่า "ชีวิต" ในข้อความสองแห่งนี้ ต่างตรงกันข้าม คือชีวิตในข้อความประโยคแรก หมายถึงชีวิตตามธรรมดาในภาษาคน, ส่วนชีวิตในประโยคหลัง หมายถึงชีวิตที่ไม่รู้จักตายในภาษาธรรม หรือภาษาพระเจ้า.

ในที่บางแห่งได้มีการกล่าวในสำนวนภาษาธรรมตามแบบ ต๋าว-เต๊-กิง ของเล่าจื้อ เช่นใน มัดธาย ๑๐/-๓๙ มีคำกล่าวว่า "ผู้ใดพยายามจะให้ชีวิตของตนรอด จะต้องเสียชีวิต, ส่วนผู้ที่ยอมเสียชีวิต จะรอดชีวิต" ดังนี้. ท่านจะเห็นได้เองแล้วว่า คำว่า ชีวิตมีความหมายสองอย่าง คือภาษาคนอย่างหนึ่ง ภาษาธรรมอีกอย่างหนึ่ง, ข้อความส่วนนี้ ถ้อยคำที่เป็นภาษาธรรมนั้น ยังแถมมีสำนวนเป็นสำนวนภาษาธรรมอีกด้วย, คือสำนวนที่คนธรรมดาซึ่งไม่เคยศึกษามาก่อน จะฟังเข้าใจไม่ได้เลย. ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่าชีวิตเป็นคำที่มีความหมายสองอย่าง อย่างตรงกันข้ามนั่นเอง.

ตัวอย่างเพียงเท่านี้ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะแสดงให้เห็นว่า มีภาษาซ้อนกันอยู่ถึงสองภาษา และมีวิธีพูดต่างกันอย่างไร ในพระคัมภีร์ของเรา ทั้งของพุทธศาสนาและคริสตศาสนา. สิ่งที่จะต้องสังเกตให้เห็น เพราะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อไปอีกก็คือ เพราะไม่เข้าใจภาษาธรรมในศาสนาของตนนั่นเอง คนจึงละทิ้งศาสนาเดิมของตนไปหาศาสนาอื่น. ถ้าเขาเข้าใจข้อความในภาษาธรรมแห่งศาสนาของตนเองแล้ว เขาจะรักศาสนาของเขาอย่างชีวิตจิตใจทีเดียว. สำหรับศาสนาคริสเตียนนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเพราะพวกยิวสมัยนั้น ไม่เข้าใจความหมายในภาษาธรรมของพระเยซูคริสต์อยู่หลายประการ เขาจึงไม่ยอมเชื่อว่าพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า ทั้งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างหลายประการก็ไม่ยอมเชื่อ แล้วสิ่งที่เรียกว่า รีเด็มปชั่น หรือ การไถ่บาปด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน จึงเกิดขึ้น. ทั้งหมดนี้ ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "ภาษาธรรม". ถ้าเราจะทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสองศาสนา เราจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะตีความหมายแห่งภาษาธรรมในศาสนาของตนๆ ให้ถูกต้อง จึงจะนำมาซึ่งผลดี. ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันข้อความในพระคัมภีร์ของตนๆ อย่างเป็นภาษาคนตรงตามตัวหนังสือไปหมดแล้ว ไม่มีทางที่ศาสนาใดจะลงรอยกันกับศาสนาอื่นได้แม้แต่นิดเดียว จะวิวาทและดูหมิ่นกัน จนเกิดเป็นผลร้ายขึ้นแก่โลก เพราะปัญหาระหว่างศาสนานั่นเอง. สำหรับพุทธบริษัทนั้น จะยอมรับข้อความในศาสนาคริสเตียนได้ทั้งหมด ว่าลงรอยกันกับพุทธศาสนา ถ้าหากว่ายอมให้มีการตีความในภาษาธรรมตามแบบของพุทธบริษัท ซึ่งข้าพเจ้าจะได้ชี้ให้เห็นในการบรรยายตอนต่อๆ ไป.

ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจไว้เถิดว่า มหาชนส่วนใหญ่ที่ยังเขลาต่อภาษาธรรมนั่นแหละคือ ศัตรูอันร้ายกาจของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสเตียนหรือศาสนาพุทธ. เราไปมัวหลงเห็นสิ่งอื่นเป็นศัตรูของศาสนา จึงไม่ได้จัดการไปในทางที่เป็นผลดีแก่ศาสนาและมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น คนพากันละทิ้งศาสนาบ้าง, ถือศาสนาอย่างเขลาๆ เป็นเพียงพิธีรีตองบ้าง, หรือเปลี่ยนศาสนากันไม่หยุดบ้าง, เผยแผ่ศาสนาไม่เป็นผลสำเร็จบ้าง ดังนี้เป็นต้น. ถ้าท่านพิจารณาดูให้ดีๆ ในข้อนี้ ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า การทำความเข้าใจกันและกันเกี่ยวกับภาษาคนและภาษาธรรมนี้ มีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร และทำไมข้าพเจ้าจึงได้รบกวนเวลาของท่าน เกี่ยวกับเรื่องนี้เสียอย่างยืดยาวเช่นนี้. การแตกแยกเป็นนิกายๆ ในศาสนาเดียวกัน ก็มีมูลมาจากตีความหมายเกี่ยวกับภาษาธรรมต่างกันนั่นเอง นับว่าเป็นผลร้ายแก่ศาสนานั้นๆ โดยไม่จำเป็นเลย. ความประสงค์ของพระศาสดาทั้งหลาย ในการที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลดีแก่มนุษย์ให้สมบูรณ์เกิดชะงักงันเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะสาวกแห่งศาสนานั้นๆ ตีความหมายในทางภาษาธรรมแห่งพระศาสดาของตน อย่างผิดๆ รักษาไว้อย่างผิดๆ และสอนกันไปอย่างผิดๆ จนโลกมีวิกฤตกาลบางอย่างเกิดขึ้น เพราะปัญหาทางศาสนาระหว่างศาสนาด้วยกัน ดังที่กล่าวแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจในเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษ.

เรื่องที่สาม ต่อไป. ในตอนนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวถึง การยินยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวกันในระหว่างศาสนา โดยยอมรับหลักการที่ว่า "มีผู้ประกาศสัจจธรรมของพระเป็นเจ้า ในหมู่มนุษย์ ทุกชาติทุกภาษา" (กุรอ่าน บท ๑๐ ตอน ๕ โศลกที่ ๔๗) เป็นข้อแรกเสียก่อน, แล้วจึงจะถึงการผ่อนสั้นผ่อนยาวอย่างอื่น ซึ่งมีความสำคัญรองๆ ลงไปตามลำดับ, แล้วการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างศาสนา จักเกิดผลดี สุดที่จะพรรณนา.

คำว่า "ผู้ประกาศสัจจธรรมของพระเจ้า" หรือ APOSTLE นั้นมีอยู่จริงในทุกศาสนา แม้กระทั่งพุทธศาสนา. ข้อนี้หมายความว่า คำว่า "พระเจ้า" นั้นเป็นภาษาธรรม อาจจะตีความหมายได้ต่างๆ กัน ตามความรู้สึกของศาสนานั้นๆ. ข้าพเจ้าผู้ที่กำลังพูดอยู่กับท่านทั้งหลายในที่นี้ ได้ใช้สรรพนาม เรียกตัวเองว่า "ข้าพเจ้า", คำคำนี้มีความหมายว่า "ผู้ที่เป็นข้าของพระเจ้า" แต่เราพูดเร็วๆ สั้นๆ ว่า "ข้าพเจ้า" เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ท่านที่เป็นคริสเตียนทั้งหลาย จะมีความตึงเครียดถึงกับ ไม่ยอมให้ข้าพเจ้ามีพระเจ้าเหมือนกับท่านทั้งหลายได้อย่างไรกัน. ถ้าท่านไม่ยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวแก่กันและกัน แม้ในลักษณะเช่นนี้แล้ว เราจะมาพูดกันให้เสียเวลาทำไม. พุทธบริษัทก็มีพระเจ้าหรือ พระเป็นเจ้าก็ตาม ตามแบบของตน และมีความหมายอย่างเดียวกันกับพระเจ้าของพวกอื่น. ข้อนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ท่านฟังอย่างละเอียดในปาฐกถาตอนที่สองพรุ่งนี้. ในขณะนี้ขอร้องแต่ให้มีการผ่อนสั้นผ่อนยาว เพื่อปรับความเข้าใจกันได้โดยสะดวก และเป็นธรรมเท่านั้น. ถ้าท่านเผยแผ่คริสตธรรมในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จ มันก็ต้องเป็นเพราะท่านทั้งหลายไม่ยอมรับว่า พวกพุทธบริษัทก็มีพระเจ้าของเขาอยู่แล้วด้วยเหมือนกัน นั่นเอง. ดังนั้น เราจะต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาวกันถึงกับว่า ไม่ว่ามนุษย์ชาติไหนภาษาไหน ย่อมจะมีสิ่งที่มีความหมาย ในลักษณะที่เป็น "พระเจ้า" ของเขาอยู่แล้วด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าอารยธรรมของเขาอยู่ในระดับต่ำ เขาก็จะมีความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ของเขา ในลักษณะที่แคบหรือเพิ่งจะงอกงาม มิใช่ว่าจะอยู่ในลักษณะที่ผิด หรือถึงกับไม่มีเอาเสียทีเดียว. แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเรียกว่า "พระเจ้า"ของเขา ก็จะวิวัฒนาการขึ้นไปจนกว่าจะสมบูรณ์, พวกเราก็มีหน้าที่ช่วยเหลือเขาในข้อนี้โดยอนุโลมตามคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ว่า "เรามาเพื่อช่วยให้สิ่งเหล่านั้นสมบูรณ์" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.

สำหรับผู้ประกาศนั้น จะเป็นพระศาสดา(Prophet) ก็ได้, เป็นสาวกที่จบกิจส่วนตนแล้ว (Apostle) ก็ได้, ย่อมสามารถที่จะประกาศสัจจธรรมเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าได้ ตามความเหมาะสมแห่งกาละ และเทศะ, ไม่จำเป็นจะต้องมีคำพูดในภาษาคนอย่างตรงกันทุกตัวอักษรเสมอไป ขอแต่ให้มีความหมายในภาษาธรรม ตรงกันโดยใจความก็พอแล้ว แม้จะมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่ในวิธีพูดจา หรือถ้อยคำที่ใช้ เนื้อแท้ของสิ่งที่จะประกาศนั้นย่อมมีความมุ่งหมายตรงกันหมด คือการเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะพึงเข้าถึงได้ในตอนท้ายที่สุดนั่นเอง. แม้ว่าคนบางคนกำลังกระทำผิดอยู่ในบัดนี้ เราต้องถือว่านั่นคือบทเรียนที่พระเจ้าโปรดประทานแก่เขา เพื่อเขาจะทำถูกต่อไปนั่นเอง. ลำพังความเข็ดหลาบของเขา ก็มีกำลังผลักดันมากพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ และเสาะแสวงหาเรื่องใหม่ๆที่จะไม่ทำให้เขาเจ็บปวดอีกต่อไป. พวกผู้ประกาศสัจจธรรมทั้งหลายช่วยเขาให้หาพบสิ่งนั้นได้เร็วเข้า ก็เป็นการคุ้มค่าแล้ว, และเราจะทำอะไรให้มากหรือเร็วไปกว่านี้ไม่ได้เลย เพราะคนทุกคนต้องเป็นไปตามกฏนี้เพราะพระเจ้าหรือธรรมชาติก็ตามสร้างเขา เพื่อให้รักอิสรภาพในการคิด การตัดสินใจ เป็นต้น ของเขาเอง. ดังนั้น ขอให้เรามีสมมติฐาน (hypothesis) ในเรื่องนี้อย่างตรงกันหมดว่า "มีผู้ประกาศสัจจธรรมของพระเจ้าในมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา" ดังที่กล่าวแล้ว.

 

BACK 

 

คัดจาก หนังสือ คริสตธรรม พุทธธรรม ปาฐกถาธรรม โดย พุทธทาสภิกขุ ณ ศูนย์พิมพ์โดย ธรรมสภา