ฟ้าสางทางความลับสุดยอด (๒)

  •  ความจริงเป็นสิ่งเดียวไม่มีคู่ (เอกํ หิ สจฺจํ นทุตียมตฺถิ) ;
    แม้จะมีความไม่จริง (ตามที่ใครบัญญัติขึ้น)
    มันก็เป็นความจริงของความไม่จริง  (๒๑)

  • พระเจ้าที่เป็นทั้งผู้บันดาลให้เกิด
    และปลดเปลื้องความทุกข์ได้แท้จริง นั้นคือ กฏอิทัปปัจจยตา;
    จงรู้จักท่านและกระทำต่อท่านให้ถูกต้องเถิด  (๒๒)

  • พระเจ้าที่แท้จริง เป็นหัวใจของศาสนาทุกๆ ศาสนา
    นั่นคือ "กฏ" หรือ ภาวะของความถูกต้องตามธรรมชาติ
    เพื่อความรอดของมนุษย์";
    พุทธศาสนายิ่งมีกฏหรือภาวะนั้นที่เป็นไปตามกฏอิทัปปัจจยตา  (๒๓)

  • ถ้าอยากพบ "พระเจ้าที่แท้จริง" อย่าตั้งปัญหาอย่างอื่นใดขึ้นมา
    นอกจากปัญหาว่า อะไรที่สร้าง - ควบคุม - ทำลายโลก -
    ใหญ่ยิ่ง - รู้สิ่งทั้งปวง - มีในที่ทั้งปวง,
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุควิทยาศาสตร์แห่งปัจจุบันนี้  (๒๔)

  • คำสอนของผู้รู้แท้จริง แม้เป็นเวลา ๒-๓ พันปีมาแล้ว
    แต่ก็ยังใช้ได้อยู่เหมือนคำพูดใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ นั้นคือ
    คำสอนของพระพุทธองค์แก่ชาวกาลาม
    ที่เรียกว่า กาลามสูตร (ดังต่อไปนี้)   (๒๕)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ฟังตามๆ กันมา"
    ;
    เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้นก็ได้,
    เพราะเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ฟังตามๆ กันมา ก็ได้   (๒๖)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ทำตามสืบๆ กันมา";

    เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้น
    หรือ เปลี่ยนไปๆ ตลอดเวลาที่ทำตามๆ กันมา ก็ได้  (๒๗)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน";
    เพราะการเล่าลือเป็นการกระทำของ
    พวกที่ไม่มีสติปัญญา, มีแต่โมหะ ก็ได้  (๒๘)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "มีที่อ้างอิงในปิฎก(ตำรา)";
    เพราะปิฎกหรือตำราทั้งหลายเกิดขึ้นและเปลี่ยนไป
    ตามปัจจัยที่แวดล้อมหรือตามกฏอิทัปปัจจยตา ก็ยังได้  (๒๙)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ถูกต้องตามหลักทางตรรกะ";
    เพราะตรรกะเป็นเพียงความคิดชั้นผิวเปลือก,
    ใช้เหตุผลและเดินตามเหตุผลชั้นผิวเปลือก   (๓๐)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ถูกต้องตามหลักทางนยายะ";
    เพราะนยายะ เป็นการคาดคะเน
    ที่เดินไปตามเหตุผลเฉพาะหน้าในการคาดคะเน นั่นเอง  (๓๑)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ถูกต้องตามสามัญสำนึก";
    เพราะสามัญสำนึกเดินตามความเคยชินของความรู้สึกชั้นผิวเปลือก  (๓๒)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ทนต่อการเพ่งด้วยทิฏฐิของตน";
    เพราะทิฏฐิของเขาผิดได้ โดยเขาไม่รู้สึกตัว   (๓๓)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "ผู้พูดอยู่ในฐานะควรเชื่อ";
    เพราะเป็นเหตุให้ไม่คิดใช้สติปัญญาของตนเอง ในการพิจารณา  (๓๔)

  • อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า
    "สมณะผู้พูดเป็นครูของเรา";
    เพราะเป็นเหตุให้ไม่คิดใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา  (๓๕)

  • ในกรณีเหล่านี้ เขาจะต้องใช้ยถาภูตสัมมัปปัญญา
    หาวี่แววว่า สิ่งที่กล่าวนั้น มีทางจะดับทุกข์ได้อย่างไร;
    ถ้ามีเหตุผลเช่นนั้น ก็ลองปฏิบัติดู
    ได้ผลแล้ว จึงจะเชื่อและปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป
    กว่าจะถึงที่สุดแห่งความดับทุกข์  (๓๖)

  • กฏของธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดมีกาย -ใจ
    อย่างที่สัตว์ทั้งหลายกำลังมี และให้ใจคิดไปตามผัสสะจากสิ่งแวดล้อม
    จนมีการบัญญัติเรื่องทิฏฐิ เรื่องกรรม เรื่องสุขทุกข์ เรื่องดีชั่ว เป็นต้น  (๓๗)

  • ก ข ก กา แห่งการดับทุกข์ คือ
    การรู้ความลับของอายตนิกธรรม ๕ หมวด คือ
    อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก
    ตามที่เป็นจริงอย่างไร ในชีวิตประจำวัน
    เป็นเรื่องที่ต้องหามาศึกษาให้รู้อย่างละเอียด  (๓๘)

  • การเกิดทางร่างกายจากท้องแม่ นั้นไม่สำคัญยังไม่เป็นปัญหา,
    จนกว่าจะมีการเกิดทางจิตใจ คือเกิด ตัวกู-ของกู
    จึงจะเป็นการเกิดที่สมบูรณ์คือ
    มีปัญหาและมีที่ตั้งแห่งปัญหา กล่าวคือ ความทุกข์  (๓๙)

  • ถ้าพ้นจากการเกิดแห่งตัวกูเสียได้ 
    ย่อมพ้นจากปัญหาและความทุกข์ทั้งปวงได้
    และจะพ้นจากปัญหาแห่งการเกิดทางกายทั้งหมด ได้เองด้วย  (๔๐)

 

 

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางความลับสุดยอด พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐