พระเจ้าองค์เดียว

พระศาสนา สัมพันธ์ คือมรรคา
ที่ชักพา นำมนุษย์ สู่จุดหมาย
เพื่อมนุษย์ ได้เป็นสุข ทุกนิกาย
เราทั้งหลาย ชวนกันมา ปรึกษากัน  

พระเจ้าแท้ มีแต่ พระองค์เดียว
ทางจึงมี แต่ทางเดียว เป็นแม่นมั่น
เป็นทางตรง มุ่งไป สู่ไกวัลย์
เป็นนิรัน- ดรสุข แก่ทุกคน  

ไม่มีข้อ ขัดแย้ง แบ่งพวกพรรค
มนุษย์รัก ร่วมสุข ทุกแห่งหน
นี่แหละหนา พวกเรามา รวมกมล
แห่งปวงชน เพื่อบูชา พระเจ้าเดียว  

การเรียกชื่อ ต่างกัน นั้นไม่แปลก
แต่เนื้อใน ไม่อาจแยก เป็นส่วนเสี้ยว
คือธรรมธาตุ หนึ่งแน่ เป็นแท้เทียว
ทุกคนเหนี่ยว เป็นที่พึ่ง จึงรอดเอยฯ
 

 

 

 

 

มารหรือซาตานที่แท้จริง

ฉะนั้นอย่าอวดดีว่า เรียนหนังสือมาก อ่านหนังสือมาก คิดมาก
อะไรมาก พูดก็เก่ง อะไรก็มีเครดิตดี ป่วยการเหลวไหล
ต้องสอบไล่กันที่นี่

ฉะนั้นซาตานนี่มีประโยชน์, ไม่ใช่เป็นผีมาหลอกคน
เหมือนที่เขาเขียนรูปภาพโง่ๆ ไปอย่างนั้น,

ซาตาน คือส่วนหนึ่งของธรรมะ เอาซาตาน ไปทิ้งไว้ที่ไหน
ถ้าไม่รวมอยู่ในคำว่า ธรรม ธรรมทั้งปวง ไม่มีดอก ไม่มีอะไร
นอกไปจากคำว่า ธรรมทั้งปวง.

ฉะนั้นส่วนที่มันจะมาทดสอบคนสอบไล่คน นั่นแหละคือซาตาน,
มันก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ แต่มาในฐานะผู้สอบ หรือ ผู้ยั่ว
ให้ทำผิด ทดสอบดูว่ามันเก่งหรือยัง? ถ้ามันเก่งจริง มันจะมายั่ว
อย่างไร มันก็ไม่ทำผิด ซาตานก็ดับไปเป็นธรรมตามธรรมดา.

เดี๋ยวนี้สอนกันโง่ๆ ผิดๆ ว่า ซาตานเป็นคู่ต่อสู้กับพระเจ้า
ผมว่าโง่ที่สุดเลย พระเจ้าส่งมาทดสอบคนสอบไล่คน
ถ้าเมื่อไม่โง่กว่าซาตาน ก็ใช้ได้ เป็นคนของพระเจ้า.
ซาตานเป็นเครื่องมือของพระเจ้า
, นี้ไปเขียนเป็นรูปผีปีศาจ
น่าเกลียดน่ากลัว นั้นก็โง่. ซาตานต้องมาในรูปร่างที่หน้าแฉล้ม
แช่มช้อยน่ารักน่าหลงใหลและก็มาเพื่อทดสอบคน เพราะฉะนั้น
คนจะไปโกรธได้หรือ จะไปโกรธไปโลภไปหลงอะไรได้, เรื่องนั้น
มันน่ารัก มันยั่วยวนเกินไป; ถ้ามาในเรื่อง น่าเกลียด มันก็ไม่เกิด
อะไรขึ้น แต่มันมาในลักษณะที่ยั่วยวนจนเกินไป มันจึงหลงไปได้.

เดี๋ยวนี้ ไม่รู้จักแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ซาตาน นั้นคืออะไร. ผมกล้าพูด
ว่า พวกฝรั่งคริสเตียนก็ไม่รู้ว่า ซาตานคืออะไร เข้าใจผิดเป็นอย่าง
อื่นไป. เครื่องทดสอบของพระเจ้าคือซาตาน; นี้ถ้าเราไม่มีพระเจ้า
เรามีแต่ธรรม ซาตานก็คือธรรมส่วนที่มาทดสอบให้ชื่อว่าพญามาร
ที่มารบกวนพระพุทธเจ้า; นั่นแหละ ก็มาจากพระเจ้า มาทดสอบ
พระเจ้าสิทธัตถะ มาทดสอบพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริง
ไหม? จริง มันก็กลับไปหาธรรมเลย.

คำว่า ธรรมทั้งปวง มันรวมซาตานอยู่ด้วย; แต่ เราเรียกว่า มาร,
มารผู้มีบาป : มาโร ปาปิมา เรียกชื่ออย่างนี้ทุกที. มารผู้มีบาป
บาปคือธรรม ธรรมฝ่ายบาป, บาปธรรม มาทดสอบมนุษย์. พูดให้
เป็นวิทยาศาสตร์ง่ายๆก็ว่า ความคิดเลวๆ ที่มันแทรกเข้ามาเป็น
ครั้งๆ คราวๆ อย่างพระสิทธัตถะ กระอักกระอ่วนจะกลับไปบ้านดี
ไหม ก็มี, มาร มากระซิบ ให้กลับไปบ้าน ทางบ้านยุ่งใหญ่แล้ว ลูก
เมียขณะนั้นก็หวนระลึกแล้วก็ต่อสู้ไม่กลับไปมารก็หายไปจึงสำเร็จ
เป็นพระพุทธเจ้า. นี่ก็คือความคิดเลวๆ, อกุศลธรรม มาแทรกแซง
ชั่วคราว. นี่คือซาตาน มารผู้มีบาป แม้ในวาระสุดท้ายว่า นิพพาน
เสียเถอะ อย่าไปเที่ยวสอนเลย.พระพุทธเจ้าก็ว่า ยัง มนุษย์ยังไม่รู้
ธรรมะ เรายังไม่นิพพาน. ทีนี้พอถึง ๓ เดือนจะนิพพาน มารทูลให้
นิพพาน; เอ้า เข้าที, ก็บอกว่า ๓ เดือน แต่นี้จะนิพพาน.

มันไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรม มีความหมายกว้าง แล้ว
ความเป็นธรรมนี้ มันเป็นธรรมฝ่ายถูก หรือ เป็นธรรมฝ่ายผิด,
ธรรมฝ่ายตัวกู หรือธรรมฝ่ายที่ไม่มีตัวกู. ถ้าธรรมฝ่ายตัวกู คือ
ฝ่ายอกุศลธรรม แล้วก็แย่เลย ความจริง ความถูกต้อง ความงาม
ความยุติธรรม ตามแบบนั้น มันกลืนไม่ลง มันไม่ไหว, มันต้อง
เป็นตามแบบของ ฝ่ายที่ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู จึงจะน่ารัก น่าบูชา
น่านับถือ.

นี่ดูเถอะ ความทุกข์มันตั้งต้นเมื่อไร? ตั้งต้นเมื่อ รู้จักความดี และ
ความชั่ว อย่างผิดๆ, มันไปรู้จักเรื่องความดี และความชั่วผิด จึง
ยึดมั่นถือมั่น มีตัวกู ยกหูชูหาง ฟันต่อฟัน ตาต่อตา คือยุติธรรม.
นี่มันเข้าใจ ความดีความชั่วผิด, แล้วต่อมาก็เข้าใจ ความดีความ
ชั่วถูก ก็โอ๊ย ไม่ไหว, ที่ไม่เอาอะไรเลย นั่นแหละคือยุติธรรม คือ
มันปกติ หรือ สมดุลย์ เมื่อเราไม่ต้องการอะไรเลย.

ฟันต่อฟัน ตาต่อตา นี้ไม่เอา มันเป็นเรื่องบาปมาทีแรก ฝ่ายหนึ่ง,
แล้วอีกฝ่ายหนึ่งจะไปบาปเพิ่มขึ้น แล้วฝ่ายโน้นก็บาปกลับมาอีก
แล้วฝ่ายนี้ก็บาปกลับไปอีก เพิ่มขึ้นเป็นคู่ๆคู่ๆ; นี่หรือคือความ
ยุติธรรม. เขาด่าเรา เขาก็เป็นฝ่ายบาป หรือฝ่ายสกปรก; แล้ว
เราไปด่าเขา เราก็เป็นฝ่ายบาป เขาด่ามาอีก แล้วเราก็ด่าไปอีก
เป็นคู่ๆมาอย่างนี้ ฟันต่อฟัน ตาต่อตา ไม่มีความสงบ ไม่มีความ
สุข; แต่เรียกว่า เป็นธรรม ตามแบบของกิเลส ถูกต้องหรือ
ยุติธรรมตามแบบของกิเลส.

ทีนี้ไม่ต้องการแพ้ ไม่ต้องการชนะ มันก็เลยหมดปัญหา ถ้า
ต้องการชนะ ชนะภาษาคนนะ ก็คือ จะเพิ่มคู่ๆๆๆ ความเลว
ขึ้นมาทีละคู่ ทีละคู่ แล้วก็ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ, ผลัดกันแพ้
ผลัดกันชนะเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วมันก็วินาศไป แล้วมันก็
ไม่มีทางที่จะแพ้จะชนะกันได้ เพราะมันรบกับพระเจ้า. การที่
เราทำผิด ทำชั่วนี้ คือ รบกับพระธรรม รบกับพระเจ้า; อย่าไป
เข้าใจว่า รบกับเด็กคนหนึ่ง พระองค์หนึ่ง เณรองค์หนึ่ง อะไรนี่
ที่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา เป็นเรื่องเป็นราว เป็นปัญหา,
คือว่ามันรบ รบกับธรรมะ รบกับพระเจ้า ไม่มีทางชนะดอก;
เพียงแต่พระเจ้าส่งซาตานมา นิดเดียว มันก็ฉิบหายหมดแล้ว,
ไม่มีทางชนะพระเจ้าได้. นี้เราจะไม่รบกับพระธรรม คือกฏของ
ธรรมชาติ หรืออะไรที่เรียกว่าเป็น ตัวธรรม, เราทำให้มันถูก ให้
มันชนะเรื่อย คือไม่แพ้ และไม่ชนะ, ไม่แพ้และชนะ ตามแบบ
ภาษาคน คือชนะตลอดกาล ตามแบบภาษาธรรม, ไม่มีเรื่องเกิด
ขึ้น ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ไม่มีความทุกข์เกิดขี้น ไม่มีตัวกู-ของกู
เหลืออยู่ มันก็สิ้นสุด.

เอาละผมหวังว่า ทุกๆองค์นี้ จะฟังด้วยดี, แล้วไปคิดด้วยดี เพราะ
นี้คือที่มัน condensed ออกมาจากพระไตรปิฎกจากไบเบิลจาก
อะไร จากคัมภีร์ทุกแขนง มาเป็นคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เอามา
พูดให้คุณฟัง; ก็เหมือนกับฟังทั้งหมดในโลก, ฟังพระธรรมคำสอน
พระคัมภีร์ทั้งหมด ที่มีอยู่ในโลก มันเรื่องตัดตัวกู-ของกูเท่านั้น,
ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
, ประจำวัน ประจำคืนนี้ ต้องพยายามตัด
ตัวกู-ของกู; ถ้าตัดยังไม่ได้ ก็ควบคุมให้ได้, อย่าให้ตัวกู-ของกู
ขึ้นมาบงการ จริงอย่างนั้นถูกอย่างนี้ ยุติธรรมอย่างนั้น, อย่าให้มัน
ขึ้นมาบงการ. ให้จิตของเรา ว่างจากตัวกู-ของกู อยู่เรื่อย จิตมันรู้
เอง จิตจะเป็นผู้รู้เอง, จิตที่ว่างจากตัวกูมันจะรู้เองว่าอะไรยุติธรรม
อะไรไม่ยุติธรรม, และควรทำอย่างไร ในกรณีนี้, แล้วจิตชนิดนี้ มัน
จะแสวงหาคำตอบ จากพระพุทธเจ้า จากพระเยซู, จิตมีสติ
สัมปชัญญะ จิตชนิดนี้ มันจึงสามารถ จะถาม พระพุทธเจ้าได้ว่า
ควรทำอย่างไรในกรณีนี้, รอเวลา ๑๐ นาที ๕ นาที ก็ถมไป ก็ได้
คำตอบที่ดี เรื่องมันก็สิ้นสุดลงไป.

ฉะนั้น จะต้องถือว่า ไม่ใช่เรื่องพูดสนุกๆ หรือว่าพูดเล่นลิ้น
เล่นโวหาร เล่นสำนวน; แต่เป็นเรื่องที่กลั่นกรองมาจากทั้งหมด
ของพระคัมภีร์ มาพูดให้ฟัง เพื่อประหยัดเวลา. โดยส่วนตัว คุณ
ก็ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่วัด หรือแก่ผม หรือตามความ
ต้องการของผม, ผมก็ควรจะขอบใจ แล้วสิ่งที่จะตอบสนองก็คือ
สิ่งนี้ ที่มันดีที่สุด.

ธ-ปาฎิ-๒ ๓๑.ก/๓๓๑-๓๓๔

 

BACK 

 

คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒ เรียบเรียงโดย
นาย พินิจ รักทองหล่อ พิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๐ โดย ธรรมทานมูลนิธิ