เมื่อเอ่ยถึง คำว่า "อนัตตา" นักธรรม ย่อมคุย ได้ว่า มีแต่ใน พุทธศาสนา เท่านั้น
หามีในศาสนาอื่นๆ ไม่ แท้จริง ก็เป็นเช่นนั้น แต่ทำไม เราจึงไม่เอาธรรมะ ข้อนี้
มาเป็นหลัก สั่งสอน ประชาชน โดยตรง ให้สมกับว่า พุทธบริษัท มีธรรมชิ้นเอก
อยู่อย่างหนึ่งนี้ ?

หลักอนัตตา แบ่งออกได้ ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายโลกิยะ และ โลกุตตระ
ฝ่าย โลกุตตระ จักยกไว้ เพราะ ไม่เกี่ยวกับ ประชาชน พลเมืองส่วนมาก ซึ่งยังต้อง
หมกอยู่ใน วิสัยโลก เป็นของสำหรับบรรพชิต ผู้บำเพ็ญ ชั้นสูง ส่วนที่เป็นชั้นโลกิยะ
นั้นแหละ ข้าพเจ้า เชื่อว่า เหมาะแก่ การอบรมฆราวาส ทุกชั้น  ตั้งแต่ เด็ก จนแก่
และได้ผลดีกว่าหลักธรรมอื่น เพราะเป็น แก่นพุทธศาสนาที่แท้จริง ซึ่งพระพุทธเจ้า
ผู้เป็น ยอดนักปราชญ์ ได้บัญญัติขึ้น แปลกจาก ศาสนาทั้งปวง สำหรับโวหาร อย่าง
โลกิยะ หลักอนัตตา ถอดใจความได้ว่า "ไม่เห็นแก่ตน

ผู้สอน จงสอนว่า "อย่าเห็นแก่ตน" เพียงวลีเดียวเท่านั้น และตนเองก็ทำตัวอย่าง
การไม่เห็นแก่ตน ให้เขาดูอย่างจริงจังด้วย จะได้ผลดีเกินคาด มากกว่าที่จะสอน
ด้วยหลักธรรม อย่างอื่น อันเป็นฝอย หรือ กิ่งก้าน ของ หลักอนัตตานี้ 

"ลูกเอ๋ย เจ้า เห็นแก่ตนเกินไปเสียแล้ว" นี่เป็น คำเตือน อย่างมีน้ำหนัก ในเมื่อเด็ก
เห็นแก่ความสนุก หรือ ประโยชน์ส่วนตัวบางอย่าง แล้วเบียดเบียนสัตว์เล็กๆ หรือ
เพื่อนฝูง ด้วยกัน หรือ ขโมยของๆ ผู้อื่น มาเพื่อตน และพวก ของตน ตลอดจนดื่ม
น้ำเมาในตอนแรกๆ ด้วยความสนุกลุแก่ใจตนและตลอดถึงเรื่องราว อื่นๆ ทุกอย่าง
ที่เป็นฝ่าย ไม่ต้องการให้เด็กทำ นี้เป็นฝ่ายศีล 

"ลูกเอ๋ย เจ้าจงเห็นแก่ผู้อื่นเถิด" นี่เป็นคำส่งเสริม ให้เด็กๆ บำเพ็ญตน ให้เป็น
ประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ด้วยสิ่งของ ให้สงวนสิทธิ์
ในของรัก ของกัน และกัน ช่วยกัน รักษา ความสัตย์ แลกเปลี่ยนวิชา และปัญญา
แก่กัน อันเป็น หนทาง แห่งความ ไม่ประมาท ตลอดถึง กัลยาณธรรม อย่างอื่น
อันเป็นฝ่ายที่ ต้องการ ให้เด็ก ทำนี้ เป็น ฝ่าย ธรรม คู่กับ ฝ่ายศึล

หลักอนัตตา เพียงสองข้อนี้เท่านั้น อาจจะทำให้เด็กแตกกิ่งแยกก้านสาขาออก
เป็นศีลธรรม ได้หลายร้อยประเภทโดยตนเอง ในเมื่อเจริญวัย ขึ้นตามลำดับ
ให้ตั้งหลักในใจกลางๆ ว่า "ไม่ตัดรอนประโยชน์เราท่าน แต่จะบำเพ็ญประโยชน์
ทุกฝ่าย ให้ยิ่งขึ้นไป" เมื่อเด็กถามด้วยความสงสัยว่า การกระทำที่แปลกออกไป
จากที่เคยห้ามนี้จะผิด หรือถูก ก็จงตอบเด็กนั้นว่า เทียบกับหลักอนัตตา ที่วางไว้
ดูเถิด ถ้าเข้ากันก็เป็นการกระทำที่ถูก ถ้าไม่เข้ากันก็ผิด ไม่ต้องถามก็ได้ นี่เป็นวิธี
ที่เด็กจะเจริญด้วยปัญญา และ ความรู้ในเรื่อง ศีล และ ธรรม

เด็กๆ หรือ คนที่น้อยการศึกษา มีสมองพอ แต่จะรับ หลักธรรม สั้นๆ แต่อาจ
ขยายเอาได้เอง และต้องเป็น หลักใน พุทธศาสนา ชิ้นเอง ฝังแน่น ลงในดวงใจ
แล้ว มีฝอยใช้ได้ทุกอย่าง จนตลอดชีวิต นั้น ได้แก่ หลักอนัตตา การห้ามไม่ให้
ฆ่าสัตว์ เป็นต้น อันเป็นฝอย หรือ สาขา ของหลักนี้ มีทั่วไปใน ศาสนาอื่น ยิ่งสอน
มากเข้า ก็จะงง จนไม่รู้ได้ว่า อันไหน เป็นแก่น เป็นกระพี้ แห่ง พุทธศาสนา เมื่อ
เขา โตขึ้น พอควร ก็จะต้องตรากตรำ ทำการงาน ไม่มี โอกาส เรียน หมวดธรรม
แปดหมื่น สี่พัน ให้เข้าใจ ทั่วถึงได้ เราควรให้ หลักธรรม อันเป็น เข็มคอนกรีต
ฝังใจ ให้แน่นอน เสียก่อน เพียงอันเดียว ดีกว่าที่จะให้ ส่ายไป ส่ายมา จนเติบโต
ก็ยังจับหลัก ไม่ถูก หรือ เข้าใจไปว่า ในพุทธศาสนา มีหลักมากเหลือที่จะจำ เด็กๆ
หรือผู้ใหญ่ ที่น้อยการศึกษา ควรจะได้รับความอบรม อย่างเดียวกัน ด้วยหลักนี้

แต่อย่าลืม หลักสำคัญ อีกอันหนึ่งว่า ต้องสอนให้รู้จัก หลักและ ความมุ่งหมาย
ของหลักนั้นๆ เช่น ศีลปาณาติบาต สอนให้รู้จักเคารพสิทธิ ของกันและกัน ใน
ทางร่างกาย และชีวิต คือ อทินนาทาน ในทางสิ่งของ, ศีลกาเมสุมิจฉาจาร ใน
ทางน้ำใจ, ศีลข้อมุสาวาท ไม่ให้คนหลอกลวงผู้อื่น, ข้อสุรา ห้ามไม่ให้เสพคบ
กับสิ่งที่ ทำใจ ให้เหไป จากคลองธรรม และใช่ว่า จะจำกัด สิ่ง หรือ เหตุการณ์
เท่าที่ระบุ อยู่ในข้อศีลก็หาไม่ ทั้งหมดนี้ ทุกอย่าง ถ้าไม่มีการเห็นแก่ตน ก็ไม่มี
ใครล่วง,  เพราะฉะนั้น ศีล ก็คือ รากฝอย หรือ สาขา ของ หลักอนัตตา นั่นเอง
หลักอนัตตา นี้จักงอกงาม ขึ้นภายในใจ ทุกที จนแม้แต่ร่างกายชีวิต ก็ไม่มีการ
ยึดมั่นหวงแหนสละได้ ในเมื่อควรสละ เช่น สละแก่ชาติ คนเราจะโลภจะโกรธ
จะอิจฉาริษยา ถือตัว กระด้าง ก็เพราะการ เห็นแก่ตนจัด ศีลธรรมทุกๆ อย่างมี
หลักว่า จะขัดเกลา การเห็นแต่แก่ตนทั้งนั้น นานไปข้างหน้า ถ้าผู้นี้จักบวชเป็น
บรรพชิต บำเพ็ญ ฝ่ายโลกุตตระ ก็จะสะดวก และง่ายขึ้น เพราะเขาเคย อบรม
มาแล้ว ในเบื้องต้น อนัตตาจึงเป็นหลักอันเดียวที่ใช้ตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด
ตั้งแต่โลกิยะ จนถึง โลกุตตระ คือ นิพพาน ทุกชั้น ทุกเพศมนุษย์ พระพุทธองค์
จึงได้ทรงยกขึ้นเป็นหลักธรรมอันเอกอุ

แต่ใช่ว่าจะสำคัญแต่หลักธรรมที่นำมาสอนก็หาไม่ ผู้สอนยิ่งสำคัญไปกว่านั้นอีก
เพราะถึงจะเอาหลักธรรมที่ดีมาสอน แต่ตนเองไม่ปรารถนาที่จะตั้งอยู่ในหลัก
อันนั้นแล้ว จะให้ผู้อื่นทำตาม ได้อย่างไร ถ้าอาการ ความเป็นอยู่ของตน ไม่ตรง
ต่อหลักนั้นแล้ว ผู้สอนจะเป็นภิกษุ หรือยิ่งกว่าภิกษุ ก็ไม่ได้ผล การบังคับกันด้วย
เรื่องศาสนานั้น เป็นอาการโหดร้าย ผิดพุทธประสงค์, ซึ่งทรงต้องการให้อธิบาย
ให้เขาเชื่อด้วยเหตุผล , ไม่ควรทำทุกสมัย ยิ่งบัดนี้ เป็นสมัยที่ต้องพิสูจน์กันด้วย
ความจริง ไม่ใช่สมัยใช้อำนาจ หรือปาฏิหาริย์บังคับชักจูง จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง
การบังคับเป็นอาการแห่งกฏหมายที่ใช้แก่ผู้กระทำผิดโดยเจตนา สำหรับศีลธรรม
นั้น ผู้สอนทำตัวอย่างแห่งการรับผลของศีลธรรมนั้นให้ดู ผู้อื่นก็สมัครทำตามเอง
การสอนศาสนาที่สักแต่ว่าชื่อ ก็คือ การสอนที่ผู้สอนไม่ตั้งตนอยู่ในหลักนั้นๆ ทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม 

จะยกตัวอย่าง ในเรื่องศีลห้า สมมติว่า ผู้สอนเป็นภิกษุ ที่ยินดี ฉันเนื้อ หรือฟองไข่
ที่รู้ชัดเจนว่า เขาทำขึ้น เฉพาะเลี้ยงพระ อันจัดเป็น อุททิสมังสะ ก็ดี หรือสะเพร่า
ต่อสิทธิในร่างกาย หรือชีวิตของสัตว์ใหญ่น้อย ก็ดี การสอนปาณาติบาตของภิกษุ
นั้น จักไม่ได้ผล แม้แก่เด็กๆ และถ้าภิกษุนั้น ประพฤติ ตัวเข้าไปใน ทำนองมหาโจร
๕ จำพวก ในวินัยปิฏก (ดูหนังสือ ชุดภาค ไตรปิฏก แปล เล่ม ๑ หน้า ๒๓) แล้ว
ภิกษุนั้น ไม่ควรสอนผู้อื่น ด้วยเรื่องอทินนาทาน ถ้าเธอเป็นผู้ไม่เคารพต่อสิทธิผู้อื่น
ในเรื่องประเพณี และ ของรักของหวงแหน ทุกอย่าง เธอนั้นไม่ใช่ ผู้ควรสอนเขา
ด้วยเรื่อง กาเมสุมิจฉาจาร อันมีหลักมุ่งหมายเช่นนั้น ถ้าเธอ ยังเป็นนักเทศน์ ที่
เทศนาด้วยคำพูดอันเจือ ด้วยคำประจบผู้ฟัง อยู่หลายสิบเปอร์เซนต์ เพื่อเห็นแก่
สักการะ หรืออะไรบางอย่าง เธอก็ไม่ควรสอนเขาด้วยเรื่อง มุสาวาท ถ้าเธอ เป็น
คนเมายศ เมาลาภ เมาชื่อเสียง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอคติ อันจัดเป็นการเมา ยิ่งไปกว่า
การเมาสุราหรือเมรัยแล้ว การห้ามผู้อื่นไม่ให้เสพสุราเมรัยของเธอ คงไม่มี
ประโยชน์อะไร.  ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ก็เป็นเพราะเธอเห็นแก่ตนเกินไป ไม่เคารพ
ต่อหลักอนัตตาของพระพุทธเจ้านั่นเอง แม้ในศีลธรรมที่สูงขึ้นไปตามลำดับ ก็
เป็นอย่างเดียวกัน 

ผู้สอนจงอบรมตนเอง ด้วยหลักอนัตตา แล้วสอนเรื่องหลักอนัตตาเถิด ผู้ฟังจะ
รับเอาได้สะดวก ความรู้ในศีลธรรม จะแผ่สาขา ออกได้เอง ด้วยหลักนี้ ตาม
ธรรมชาติของจิตใจ คนเราจะดีได้ด้วยใจ อำนาจบังคับ ภายในใจของเขาเอง
ที่เกิดจากความเชื่อเลื่อมใส ด้วยความเห็นเองนั้น ดีกว่าา ที่เกิดจากบังคับ ของ
ผู้มีอำนาจภายนอก ที่ทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียงใส่ตนเอง เพราะเขาไม่เป็นผู้
เคารพต่อหลักอนัตตานั้น

จงอบรมหลักอนัตตา ให้แก่มหาชนเถิด! การอบรมนั้น คือ การทำจนเห็นผล
อานิสงส์ ให้เขาดูแล้วเขาก็สมัครทำตามเอง!

ภิกขุ พุทธทาส อินทปญโญ

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม  ๒๔๗๘

 

BACK
คัดจาก หนังสือ ชุมนุม ข้อคิดอิสระ พิมพ์ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ