มรดกที่ ๑๐๑. ชาติในปฏิจจสมุปบาท คือ การเกิดทางจิต - ทางวิญญาณ อันจะมีขึ้น ทุกคราว ที่มีความรู้สึกเป็น ตัวกู - ของกู เกิดขึ้นมาในจิต และเป็นทุกข์ทางใจ อย่างหนักหน่วง ทุกคราวที่เกิด; ส่วนชาติทางกายนั้น มีครั้งเดียว มีครั้งเดียว จนกว่าจะเข้าโลง และ มีทุกข์ทางกาย พอสถานประมาณ ไม่ทรมานมาก เหมือนทางจิต

มรดกที่ ๑๐๒. ทำบุญด้วยปาก (ธรรมทาน) ได้บุญ มากกว่า ทำด้วยของ (วัตถุทาน) แต่คนส่วนมาก ทำไม่ได้ เพราะ เต็มอัด อยู่ด้วย ความทุกข์ มืดมนท์ ยิ่งกว่าตาบอด พูดเรื่องดับทุกข์ ไม่เป็น, พูดเป็นแต่เรื่อง การจมอยู่ในโลก ซึ่งมิใช่เรื่องธรรมทาน เพื่อให้มีจิตใจอยู่เหนือโลก ทั้งที่กายอยู่ในโลก, ขอให้ทุกคน เลื่อนระดับ การทำทานของตน ให้ขึ้นมา อยู่ในระดับ ที่เรียกว่า ธรรมทาน.

มรดกที่ ๑๐๓. ชีวิตเป็นสิ่งที่เติมธรรมะลงไปได้ จนกว่าจะเต็ม คือ เติมลงไปด้วยการทำหน้าที่ ที่ถุกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน ในที่สุด.

มรดกที่ ๑๐๔. ธรรมะในบทกล่อมลูก ที่แสดงว่า บรรพบุรุษ รู้ธรรมะ อย่างพอตัว คือ บทกล่อมลูก ที่ว่า มะพร้าวนาฬิเกร์ กลางทะเลขี้ผึ้ง คือ ทะเลแห่งบุญและบาป, และจะถึง ต้นมะพร้าวได้ เฉพาะ ผู้พ้นทั้ง บาป และ บุญ แล้วสัมผัส กับ นิพพาน หรือ มะพร้าวต้นนั้น ในลักษณะที่ หาพบ นิพพาน ได้ ท่ามกลาง วัฎฎสงสาร.

มรดกที่ ๑๐๕. สีล - สมาธิ - ปัญญา ของธรรมชาติ มีในกิจการ ทุกอย่าง ของมนุษย์ (แม้สัตว์) คือ มีความเป็นอยู่ ถูกต้อง มีกำลังจิตเพียงพอ มีความรู้เพียงพอ ในหน้าที่ของตน ชีวิตทุกชีวิต มีหน้าที่ ที่จะต้องพัฒนา สิ่งนี้ ทุกรูป ทุกนาม.

มรดกที่ ๑๐๖. อนันตริยสมาธิ เป็นสิ่งที่ควรรู้จัก ในฐานะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง อย่างเพียงพอ ทุกคราวที่เรามีความต้องการ และทำอะไรด้วยสติปัญญา สัมมาทิฎฐิอย่างเต็มที่ แต่ไม่มีใครสนใจ.

มรดกที่ ๑๐๗. ถ้าสมรสกันทางเนื้อหนัง ไม่ได้ ก็สมรสกัน ทางจิต ทางวิญญาณได้ แม้กับ พระพุทธองค์ ที่พูดกันว่า นิพพานแล้ว กว่าสองพันปี แต่ยัง ทรงอยู่ โดยพระคุณ นั่นคือ การกระทำ ให้ถูกตรง ตามพระพุทธประสงค์ ร้อยเปอร์เซนต์ ในการปฏิบัติธรรม.

มรดกที่ ๑๐๘. ศึกษา หรือ สิกขา ตามความเห็นของข้าพเจ้า คือ การรู้จักตัวเอง - เห็นตัวเอง - ด้วยตัวเอง - ในตัวเอง - เพื่อตัวเอง อย่างแจ่มชัด ถูกต้อง และสมบูรณ์ จนทำให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แก่ทุกฝ่าย.

มรดกที่ ๑๐๙. ความริษยา คือ ไฟเงียบ ที่จะเผาลน จิตใจของผู้มีมัน เหมือนตกนรกทั้งเป็น ตั้งแต่ต้น จนตลอดเวลา ทั้งที่ผู้ถูกริษยา ไม่รู้สึกอะไรเลย ตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น จะทำไปทำไม? คุ้มค่ากันที่ตรงไหน?

มรดกที่ ๑๑๐. บัดนี้ ยิ่งเจริญ คือ ยิ่งยุ่ง ยิ่งเจริญที่สุด คือ ยิ่งเกินจำเป็น เพราะปราศจากสติปัญญา อันทำให้รู้จัก เจริญ อย่างถูกต้อง พอเหมาะพอดี เป็น มัชฌิมาปฏิปทา จงรู้จัก เจริญ กันเสียใหม่ ในด้านจิตวิญญาณ ที่อาจ ดับทุกข์ ของตน ได้เถิด

BACK NEXT

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางมรดก ที่ขอฝากไว้ พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐