มรดกที่ ๑๒๑. การจัดพระไตรปิฏก เท่าที่มีอยู่ทั้งหมด ให้เหมาะสม สำหรับยุคปรมาณู โดยเฉพาะ คือ ชักออก ๓๐% สำหรับนักศึกษาปัญญาชน, ชักออกอีก ๓๐% สำหรับนักวิทยาศาสตร์ และนักโบราณคดีตัวยง; ที่เหลืออยู่ ๔๐% เป็นเรื่องดับทุกข์โดยตรง ก็ยังมากกว่า คัมภีร์ในศาสนาอื่นๆ อีกมากมาย หลายเท่า. ทั้งหมดนี้ มิได้เป็น การจ้วงจาบ พระไตรปิฏก แต่เป็นการปรับ ให้เหมาะสม สำหรับยุค.

มรดกที่ ๑๒๒. เรียนชีวิตจากชีวิต ดีกว่า เรียนจากพระไตรปิฏก ซึ่งบอกเพียง วิธีเรียนชีวิตได้อย่างไร แล้วนำไปเรียนที่ตัวชีวิตเอง เมื่อยังไม่ตาย และมีเรื่องดับทุกข์โดยเฉพาะ ให้เรียนอย่างเพียงพอ; นี้คือการเรียนความดับทุกข์ จากความทุกข์ และพบความดับทุกข์ ที่ตัวความทุกข์ นั่นเอง.

มรดกที่ ๑๒๓. การเตรียมพระไตรปิฏก เพื่อเสนอแก่ โลกยุคปรมาณู อันสูงสุด นั้นต้องเป็นคนกล้า และบริสุทธิ์ใจ พอที่จะใช้ หลักกาลามสูตร เป็นเครื่องคัดเลือก และจัดสรร ให้เหลืออยู่แต่ แก่นแท้ ของพระพุทธศาสนา แล้วจึงหยิบยื่นให้ไป จึงจะสำเร็จประโยชน์.

มรดกที่ ๑๒๔. นิพพานแท้ ที่เป็น สันทิฏฐิโก คือ ความเย็นแห่งชีวิต ที่เย็นที่นี่ และเดี๋ยวนี้ อยู่ตลอดเวลา เพราะกิเลส ไม่เกิดขึ้น และไม่มีอุปาทาน ว่าตัวตน สำหรับรับผลกรรมใดๆ ทั้งดีและชั่ว; นี่แหละ คือข้อที่นิพพานแท้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความตาย.

มรดกที่ ๑๒๕. ยิ่งเจริญ คือ ยิ่งบ้า ตามประสา วัตถุนิยม ชักนำไป แล้วเข้าใจว่า ยิ่งเจริญ; นั่น คือ การวิ่งฝ่าเข้าไปในดงแห่งปัญหาอันยุ่งยาก อันมนุษย์สร้างขึ้นมาเอง โดยไม่รู้ความหมาย แห่งความเป็นมนุษย์.

มรดกที่ ๑๒๖. การอยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ นั้นให้ความสะดวก ในการเข้าถึงสัจธรรม ของธรรมชาติ อันจะทำให้หมดปัญหา ทุกประการ ที่เกิดมาจากธรรมชาติ เพราะสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้โดยแท้จริง.

มรดกที่ ๑๒๗. ปุถุชน คือคนที่ยังไม่รู้จักสิ่งที่ควรรู้จัก แม้จะตำตาอยู่เสมอ คือ ไม่รู้จักนิวรณ์ทั้งห้า อันได้แก่ ความครุ่นคิดในกาม - พยาบาท - หดหู่ - ฟุ้งซ่าน - ลังเลในชีวิต ว่าเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบสุข หรือไม่รู้ว่า ความโลภ - โกรธ - หลง นั้น เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งทุกข์, แล้วก็ไม่กลัว; จึงได้ชื่อว่า ปุถุชน คือ คนมีความหนา แห่งไฝฝ้าในดวงตา.

มรดกที่ ๑๒๘. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ที่บูชาอบายมุข ทรมาน อยู่ด้วยโรคประสาท เพราะบูชาเงิน จะได้สำนึกตัวเสียบ้าง ก็คือ ความรู้ ในข้อที่ว่า เราไม่ได้เกิดมา สำหรับเป็น ทาสกิเลส หรือเป็นทาส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางเนื้อหนัง แล้วจมปลัก อยู่ในกองทุกข์ ในโลกนี้ เพราะ ความเป็นทาส นั่นเอง.

มรดกที่ ๑๒๙. ศีลห้า ที่มีความหมาย อันสมบูรณ์ นั้นสรุปลงได้ ในคำว่า "ความไม่ประทุษร้าย ๕ ประการ" คือ ไม่ประทุษร้าย ชีวิต - ไม่ประทุษร้าย ทรัพย์ - ไม่ประทุษร้าย ของรัก - ไม่ประทุษร้าย ความเป็นธรรมของผู้อื่น - ไม่ประทุษร้าย สติสมปฤดี ของตนเอง. อย่างนี้แล้ว ไม่มีช่องว่าง สำหรับจะ บิดพลิ้ว หลีกเลี่ยง หรือ แก้ตัว แต่ประการใด

มรดกที่ ๑๓๐. โดยปรมัตถ์แล้ว ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครอยู่ ไม่มีใครตาย มีแต่ กระแสแห่งสังขาร การปรุงแต่ง ตามกฏอิทัปปัจจยตา ของธาตุ ตามธรรมชาติ เมื่อไม่มีใครตาย แล้วจะมีใครไปเกิด ดังนั้น ตามหลักพุทธศาสนา จึงไม่มีวิญญาณนี้ หรือ วิญญาณไหน สำหรับไปเกิดใหม่, เว้นเสียแต่จะพูด โดยภาษาคน ของมนุษย์ ในสมัยที่ ยังไม่มีความรู้เรื่องนี้ แล้วก็พูดตามๆ กันมา.

BACK NEXT

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางมรดก ที่ขอฝากไว้ พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐