มรดกที่ ๒๑. การตักบาตรสาธิต แบบที่ทำกันอยู่ในสวนโมกข์ เป็นการศึกษา อยู่ในตัว ว่าจะสามารถ เลี้ยงพระ จำนวนร้อยได้อย่างไร, สะดวกเท่าไร, ควบคุมกิเลสได้โดยวิธีไหน. ขอให้ช่วยกันรักษาพิธีกรรม แบบนี้ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ เกื้อกูล แก่การพิทักษ์รักษาพุทธศาสนาไว้ โดยวิธีประหยัด ไม่ยุ่งยากลำบาก และรักษาแบบฉบับโบราณ นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา

มรดกที่ ๒๒. สระมะพร้าวนาฬิเกร์ คือ บทเรียนด้วยของ จำลองมาจาก บทกล่อมลูกให้นอนของประชาชน ที่แสดงว่า สมัยโน้น ประชาชน ได้เข้าถึงธรรมะสูงสุด กันเพียงไร จนถึงกับนำเอาเรื่อง ของพระนิพพาน มาทำเป็นบทเพลงกล่อมลูกได้ ขอให้รักษาเกียรติของบรรพบุรุษ ในข้อนี้ และทำตนให้สมกับ เป็นลูกหลานของท่าน จงทุกคนเถิด.

มรดกที่ ๒๓. การแสดงธรรมในรูปของการแสดงปาฐกถา ซึ่งบางคราว ถึงกับต้องยืนพูดนั้น ไม่ผิดธรรมวินัยแต่ประการใด สะดวกและเหมาะสมแก่สมัย ทำให้การเผยแผ่พระศาสนา เป็นไป อย่างราบรื่น และได้ผลดี ไม่จำเป็นต้องถือตามตัวอักษร เพราะ ระเบียบวัฒนธรรมคนละยุค คนละสมัย.

มรดกที่ ๒๔. หลักการที่ถือกันอยู่ในสวนโมกข์ ว่าไม่ยินดีต้อนรับ คนที่ล้างจานข้าวไม่เป็น กินแล้วต้องให้คนอื่นช่วยล้างจานนั้น เป็นหลักการที่ไม่ขัดกับ หลักพุทธศาสนา ไว้คัดเลือกคนที่เหมาะสม สำหรับจะพักอยู่ในวัด เพื่อการปฏิบัติธรรม เพราะมีจิตใจ สมคล้อยกับ หลักแห่งการไม่เห็นแก่ตัว หรือ เอาเปรียบผู้อื่น ขอให้ช่วยกันรักษาไว้ เป็นมรดก สืบทอดต่อไปเถิด.

มรดกที่ ๒๕. การหนุนหมอนไม้ เป็นสิ่งที่พุทธองค์ทรงชักชวนไว้โดยตรง เพื่อฝึกฝน การเป็นคนไม่มักมาก ในการนอน. มารไม่ได้โอกาส ครอบงำ คนไม่เห็นแก่นอน มีความเข็มแข็งว่องไว ทั้งทางกาย และทางจิต บรรพชิต และนักรบ สมัยโน้น จึงหนุนหมอนไม้ โดยเฉพาะ พวกกษัตริย์ ลิจฉวี.

มรดกที่ ๒๖. ขอคัดค้านคำกล่าวที่ว่า "งานคือเงิน - เงินคืองาน" ว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งสอน ให้ทำงาน ในฐานะเป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด มิใช่ ทำเพื่อหาเงิน มาปรนเปรอชีวิต ให้หลงระเริง ในอบายมุข หรือ ความเริงรมย์ ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว" ขอฝาก มรดกการคัดค้าน นี้ไว้ด้วย

มรดกที่ ๒๗. เคล็ดลับของแบบเซ็น นั้นคือ วิธีเดิมแท้ ในพุทธศาสนา ที่บวก สมถะเข้ากับวิปัสสนา ให้ทำงานร่วมกัน ในขณะที่มีสมาธิ และเพ่งพิจารณา เพื่อเข้าถึง สภาพเดิมของจิต คือ ความไร้กิเลส ได้โดยฉับพลัน ไม่แยกกันทำ ทีละอย่าง เพราะ ความยึดมั่น เฉพาะอย่าง, หลักนั้นมีว่า ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน. 

มรดกที่ ๒๘. หลักการที่ว่า เอาเชื้อโรคมาแก้ไขโรค นั้น นำมาใช้ได้ในการปฏิบัติธรรม ในพุทธศาสนา โดยเอา กำลังของความโลภ มาละโมบ ในการทำความดี หรือ บุญกุศล เอากำลังของความโกรธ มาอาฆาตโกรธแค้น ต่อกิเลสและความทุกข์ เพื่อทำลายเสีย ในฐานะศัตรู เอากำลังของโมหะ มาหลง ในการ ทำความดี ขั้นต้นๆ แทน การหลงชั่ว ทั้งนี้ เพราะเรามีสิ่งทั้งสามนี้ เป็นเดิมพัน อย่างรุนแรง อยู่ในจิตใจ กันอยู่แล้ว อย่างเต็มที่.

มรดกที่ ๒๙. การมีธรรมะตลอดวัน ตลอดคืน เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ยาก คือเมื่อจะทำหน้าที่ใดๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ทำโดยรู้สึก ต่อความจริง ข้อหนึ่ง อยู่ในใจว่า "หน้าที่นั่นแหละ คือ ธรรมะ" เพราะหน้าที่ เป็นสิ่งที่ สามารถ กำจัดปัญหาได้ ทุกชนิด และนำมาซึ่งผลดี อันพึงปรารถนา ข้อนี้ตรงกับ ความหมายของคำว่า "ธรรม" คือ สิ่งที่ช่วยผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลง สู่ความทุกข์ ดังนั้น เมื่อทำหน้าที่ ตลอดวัน ก็มีธรรมะได้ ตลอดวัน แม้ การพักผ่อน ก็เรียกว่า หน้าที่ ที่ต้องทำ ด้วยเหมือนกัน คือ จะได้มีกำลัง ในการทำหน้าที่.

มรดกที่ ๓๐. มหาปเทสฝ่ายวินัย ตามแบบพระวินัย ขอฝากไว้ ให้ถือว่า เป็นสิ่งจำเป็น ต้องนำมาใช้ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเจริญด้วยวัตถุ จนเต็มไปด้วยวัตถุ ชนิดที่เป็นปัญหา ทางศีล ทางวินัย ทั้งแก่บรรพชิต และฆราวาส ขอให้ศึกษา มหาปเทส นั้นอย่างแตกฉาน เพื่อป้องกัน ความงมงาย.

ย้อนกลับ หน้าต่อไป

 

คัดจากหนังสือ อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ในหัวข้อ ฟ้าสางทางมรดก ที่ขอฝากไว้ พิมพ์โดย ธรรมทานมูลนิธิ และ สนพ. สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐