ไกวัลยธรรม คำกลอน

พุทธภาวะ จะแจ่มแจ้ง แห่งจิตตน

ผู้ฝึกฝน คืนอามิส คิดส่งเสริม

นิรามิส สุขจริง หมดสิ่งเติม

มิต้องเพิ่ม มีเต็ม ตลอดกาล

ไม่จำกัด ด้วยกาล สถานที่ 

เป็นสิ่งมี ในทุกคน พ้นคำขาน

ถอนสมมติ บัญญัติ ตัดนิพพาน

เมื่อไม่เอา เนาว์ผ่าน สู่ไกวัลย์

น่ายินดี มีพุทธะ อยู่ในตน

อันเป็นผล สุดท้าย ได้สุขสันติ์

เป็นจุดหมาย ทุกศาสนา กล้าจาบัล

เรียกสวรรค์ พระศาสดา ว่าจงไป

คำว่าไป ในที่นี้ มีย้อนจิต

ดูชีวิต เห็นตามกฏ หมดสงสัย

จึงกล่าวว่า ถึงได้ ไม่ต้องไป

เพียงทำใจ ให้สว่าง ทางเปิดเอง

เปรียบความมืด ย่อมสิ้นไป เมื่อไฟเกิด

อย่าเตลิด เที่ยววิ่งหา คว้าโหรงเหรง

พุทธธรรม สำคัญ อย่าหวั่นเกรง

จักพบได้ ในตนเอง ทุกคนไป.

 -ชุติวัณณ์-

 

-๔-
ไกวัลยธรรม
ในฐานะกฏแห่งอิทัปปัจจยตา

ดังกล่าวแล้วว่า "ไกวัลยธรรม" เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ควรทำความเข้าใจ ในความหมาย ของคำๆนี้ ให้แจ่มแจ้ง อยู่เสมอว่า "เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป" ในทุกหน ทุกแห่ง โดยเฉพาะ เป็นสิ่งที่มีอยู่ ในตัวเราทุกคน ตลอดเวลา เมื่อรู้ได้อย่างนี้ ย่อมทำให้ กลัวบาป กลัวกรรม เพราะ ไม่มีความลับ สำหรับไกวัลยธรรม และแสวงหาพระเจ้า หรือ ไกวัลยธรรม ในตนเองเป็นที่พี่ง ไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก เพื่อความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ (๑๓๘)

ในลักษณะที่กล่าวว่า "พระเจ้าคือผู้สร้าง" ในความหมายนี้ ย่อมตรงกับ สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" อันเป็นปฐมเหตุของสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวง ไหลออกมาจาก ไกวัลยธรรม โดยเฉพาะคือ เป็นผู้สร้างพระพุทธเจ้าขึ้นมา สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ทั้งหมดนั้น แม้จะอยู่ในสภาพ ของความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่อาจเข้าไป เปลี่ยนแปลงสภาพ เดิมแท้ แห่งไกวัลยธรรมได้ เพราะ ไกวัลยธรรม มีสภาพเป็น อสังขตะ แม้พระพุทธเจ้า ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นได้. (๑๓๙)

ที่ว่าเป็นปฐมเหตุ ก็เพราะ เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง แม้สิ่งที่เรียกว่า พระพุทธเจ้า ดังพระพุทธภาษิตมีว่า "พระตถาคตจะเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้นมีอยู่แล้ว" ดังนี้ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรมธาตุ" ในที่นี้ ได้แก่ ไตรลักษณ์ อิทัปปัจจยตา หรือ จตุราริยสัจจ์. (๑๔๐)

ในตอนนี้จะกล่าวเฉพาะ "ไกวัลยธรรม ในฐานะที่เป็น กฏแห่งอิทัปปัจจยตา" อันหมายถึง พระเจ้าแห่ง "กรรมและวิบาก" รวมทั้ง สภาวะที่อยู่เหนือกรรมด้วย โดยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า ไกวัลยธรรม กับ อิทัปปัจจยตา ย่อมมีความหมาย อย่างเดียวกัน คือ "ความเป็นอย่างนั้น" (ตถตา) ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น (อวิตถตา) ไม่มีอยู่โดยความเป็นอย่างอื่น" (อนัญญถตา) ดังนี้. (๑๔๑)

ไกวัลยธรรม ที่มีอยู่ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" มีความหมาย ตรงกับคำ ๒ คำ ในพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน คือ "อมิตาภะ - มีแสงสว่างที่คำนวณไม่ได้" กับคำว่า "อมิตายุ - มีอายุที่คำนวณไม่ได้" ได้แก่ สิ่งที่ไม่อาจกำหนดด้วยเวลา หรือ เป็นการระบุถึง องค์แท้ของพระพุทธเจ้า ดังที่เรียกว่า "อมิตาภะพุทธะ" หรือ "อมิตายุพุทธะ" อันหมายถึง พระพุทธเจ้า องค์เดียวกัน. (๑๔๒)

ไกวัลยธรรม มีความหมายพ้องกันกับคำในศาสนาคริสต์

จากคัมภีร์ "โยฮัน" ได้แสดงไว้ว่า แรกเริ่มเดิมที ก่อนสิ่งทั้งปวง มีสิ่งที่เรียกว่า "พระคำ" (The Word) ได้แก่ "โองการของสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด" อันหมายถึง "พระเจ้า" 

ใน "พระคำ" นั้น มีปรากฏการณ์อยู่ ๒ อย่าง คือ "แสงสว่าง" (Light) กับ "ชีวิต" (Life) อันเป็นสิ่งที่ อยู่ร่วมกับพระคำ หรือ พระเจ้า และ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พระเจ้า นั่นคือ "แสงสว่างกับชีวิต" เป็นปรากฏการณ์ของพระเจ้านั่นเอง. (๑๔๓)

คำว่า "แสงสว่าง-ชีวิต" มีความหมายตรงกันกับ คำว่า "อมิตาภะ-อมิตายุ" อย่างน่าประหลาด แต่ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะผู้เข้าถึงสัจจธรรม จะกล่าวโดยภาษาใดก็ตาม ย่อมมีความหมายตรงกันทุกภาษา นั่นคือผู้ที่เห็นจริงย่อมไม่ขัดแย้งกัน. (๑๔๔)

แม้ตัวอย่างในทางโลกหรือทางวัตถุ ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงข้อนี้ ได้แก่แสงอาทิตย์ต้องคู่กับสิ่งที่มีชีวิต เพราะว่าคน สัตว์ ต้นไม้ เป็นต้น จะมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยแสงอาทิตย์ ชนิดที่เรียกว่า เป็นอันเดียวกัน ในทางธรรมก็ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "แสงสว่างและชีวิต" ความมีชีวิตในทางธรรม หมายถึงความไม่ตาย หรือ "อมตธรรม" นั่นเอง. (๑๔๕)

ในความหมายที่ว่า "พระคำ" เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมแล้วนั้น  ตรงกับความหมายในทางพุทธศาสนาที่ว่า "แรกเริ่มเดิมที ก็มีพระธรรมอยู่ก่อนแล้ว" ดังบทบาลีที่ว่า "ธมฺโม หเว ปาตุรโหสิ ปุพฺเพ-ธรรมะมีอยู่ก่อนเว้ย" ดังนี้. (๑๔๖)

คัมภีร์เยเนซิสแสดงไว้ว่า พระเจ้าทรงสร้าง "แสงสว่าง" ก่อนสิ่งทั้งปวงสร้างก่อนดวงอาทิตย์และดวงดาวด้วยซ้ำไป แสงสว่างดังกล่าวนี้ คงหมายถึงปัญญานั่นเอง ในลักษณะอย่างนี้ทางพุทธศาสนาหมายถึง "พระปัญญาคุณ" ของพระพุทธเจ้า... เมื่อมีปัญญาย่อมทำให้เข้าถึง "ความบริสุทธิ์" อันจัดเป็นลักษณะของ "อมตธรรม" ได้แก่ "ความมีชีวิต" นั่นคือ แสงสว่างกับชีวิตย่อมรวมเป็นหนึ่งเดียว ร่วมอยู่กับพระเจ้า เป็นองค์คุณของพระผู้เป็นเจ้า อันได้นามว่า "พระคำ". (๑๔๗)

อวโลกิเตศวร เป็นปุคคลาธิษฐานของธรรมที่ควรปฏิบัติ

รูป "อวโลกิเตศวร" ทุกรูป จะมีพระพุทธรูปเล็กๆ อยู่ที่หน้าผาก พระพุทธรูปองค์นั้นเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้า "อมิตาภะ" ฉะนั้น "อวโลกิเตศวร" จึงเป็นสื่อหรือสะพานที่จะนำคนให้เข้าถึงพระพุทธเจ้าอมิตาภะ นี่เป็นการกล่าวโดยสมมติ หรือ ปุคคลาธิษฐาน. (๑๔๘)

ถ้ากล่าวโดยธรรมาธิษฐาน "อวโลกิเตศวร" คือ คุณสมบัติหรือคุณธรรม ที่เราประพฤติแล้วจะทำให้เข้าถึง "อมิตาภะ" หรือ "อมิตายุ" ได้แก่สภาพแห่งความไม่ตาย หรือ นิพพาน. (๑๔๙)

เมื่อรู้จักพระพุทธเจ้าอมิตาภะหรืออมิตายุ โดยลักษณะของการสมมติบัญญัติ หรือการปรุงแต่งอย่างนี้แล้ว ย่อมจักทำให้เป็นการง่ายต่อการที่จะเข้าถึง "ไกวัลยธรรม" อันไม่มีการปรุงแต่งต่อไป. (๑๕๐)

พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน สร้างพระเจ้าเพื่อเข้าถึงง่าย

เพื่อเป็นการป้องกันพุทธบริษัทบางพวกที่ยังไม่ฉลาดพอ มิให้หันไปนับถือศาสนาที่มีพระเจ้าเพราะถือได้ง่าย นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นห่วงคนพวกนี้ จึงได้สร้างพระเจ้าขึ้นมาบ้าง ให้ชื่อว่า "อมิตาภะ" หรือ "อมิตายุ" อันหมายถึง "แสงสว่างและอายุ" ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ดังกล่าวแล้ว. (๑๕๑)

แต่ข้อนี้ อาจจะยังเป็นการยากสำหรับบางพวก จึงลดให้ง่ายลงมาอีก ด้วยการสร้าง "อวโลกิเตศวร" ขึ้น ฝ่ายฮินดูเขามีพระอิศวร เราก็มีเหมือนกัน พระอิศวร คือ "อวโลกิเตศวร" (อวโลกิต-อิศวร) หมายถึง พระเจ้าผู้สอดส่องมองดูโลกอยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือให้ได้รับความรอดปลอดภัย. (๑๕๒)

เมื่อต้องการจะให้ "อวโลกิเตศวร" มาช่วย ก็จำเป็นที่จะต้องมีการสวดออกชื่อ "อมิตาภะ" วันหนึ่งเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ด้วยหวังว่าเมื่อดับจิตลง ก็จะมีรถมารับดวงวิญญาณไปสู่แดนสุขาวดี อันเป็นประเทศที่พระพุทธเจ้า "อมิตาภะ" ครอบครองอยู่ บทสวดมีว่า "นโม อมิทอฮุด ๆ" แปลว่า "ข้าพเจ้าขอไหว้พระอมิตาภะ" ดังนี้. (๑๕๓)

การที่บุคคลมีความเชื่อ และทำการสวดอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นการแสดงว่า เป็นผู้มีจิตศรัทธาเชื่อมั่น โอกาสที่จะทำบาปทำกรรม โกหกหลอกลวง หรือเบียดเบียนใคร ก็จะไม่เกิดขึ้น ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทได้ระดับหนึ่งทีเดียว. (๑๕๔)

เมื่อมีความเชื่อย่อมช่วยให้พ้นบาปกรรมได้ด้วยอาการอย่างนี้ แต่ถ้ามีความเชื่อด้วยและมีปัญญาด้วย ก็จะทำให้ดีขึ้น จนกระทั่งสามารถได้ใช้ปัญญาล้วนๆ ทำให้รู้ว่า "อมิตาภะ" และ "อมิตายุ" คืออะไร จะเข้าถึงได้อย่างไร โดยไม่ต้องปั้นเป็นรูปคนก็ทำให้รู้จักได้. (๑๕๕)

"อวโลกิเตศวร" ไปถึงเมืองจีนมีชื่อเรียกว่า "กวนอิม" เป็นผู้หญิง หมายถึงชื่อของธรรมะที่ละเอียดอ่อน ในอันที่จะนำคนให้เข้าถึงธรรมะอันลึกซึ้ง คือ อมิตาภะ หรือ อมิตายุ ในการปั้นรูปจะปรากฎว่า อวโลกิเตศวรอยู่ขนาบข้างของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ อีกข้างเป็นผู้หญิง เรียก "ปรัชญาปารมิตา". (๑๕๖)

ฝ่ายมหายานมีพระเจ้าคือ อมิตาภะ หรือ อมิตายุ อันจัดเป็นพระเจ้าที่สูงสุด รองลงมาก็เป็นอวโลกิเตศวร เมื่อเปรียบด้วยธรรมะ อมิตาภะ หรืออมิตายุ ได้แก่ธรรมะฝ่ายโลกุตตระ หรืออสังขตะ ส่วนอวโลกิเตศวร ได้แก่ ธรรมะส่วนที่ยังมีตัวตนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จัดเป็นสังขตะ ดังนี้. (๑๕๗)

โดยความหมายนี้ การไหว้อวโลกิเตศวร หมายถึงการบำเพ็ญธรรมที่เป็นลักษณะของอวโลกิเตศวร ได้แก่ บริสุทธิ์ ปัญญา เมตตา ขันติ อธิษฐาน เป็นต้น อันหมายถึงการบำเพ็ญบารมี คือสิ่งที่ทำคนให้ดีขึ้นๆ จนกระทั่งเต็มเปี่ยม. (๑๕๘)

ความเต็มเปี่ยมหมายถึง อมิตาภะ หรือ อมิตายุ อันจักพบได้ที่หน้าผากของอวโลกิเตศวร ข้อนี้หมายความว่า จักพบพระพุทธเจ้าได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปวิ่งหาที่ไหน ที่แท้อยู่ที่หน้าผากของตัวเองทุกคนแล้ว. (๑๕๙)

พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มีไกวัลย์เสมือนพระเจ้า

สิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม" เป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทั้งที่เป็นภายในตัวเราและนอกตัวเรา นั่นคือ ทุกอณูที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเราและจักรวาล ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า "ไกวัลยธรรม". (๑๖๐)

โดยเหตุที่พระเจ้าคือกฎที่สูงสุด อันบันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป แล้วควบคุมสิ่งนั้นอยู่ ทุกคนจึงถูกสร้างขึ้นและควบคุมไว้ด้วยกฎแห่งพระเจ้า ฉะนั้น พระเจ้ากับไกวัลยธรรมจึงมีสภาพอย่างเดียวกัน. (๑๖๑)

ในความหมายนี้ ย่อมกล่าวได้ว่า พระโองการของพระเจ้าแห่งไกวัลยธรรม เป็นสิ่งที่ควบคุมบังคับสิ่งทั้งหลายให้เป็นไป ฉะนั้น ทุกชีวิตจะมีสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ในฐานะเป็นผู้สร้างและควบคุมสิงสถิตอยู่ในทุกคนทุกๆ อณูแห่งชีวิต. (๑๖๒)

ไกวัลยธรรม คือพระเจ้าในฐานะเป็นกฎ

คำว่า God ในศาสนาคริสต์ ตรงกีบความหมายของคำว่า "กฎ" ในพุทธศาสนา เพราะคำว่า "กฎ" มีความหมายตรงกันกับ "กะตะ" (กต) คำลงท้ายด้วย "ตะ" มีการออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาฝรั่ง เช่น ในคำว่า "มะตะ" กับ mortal ซึ่งแปลว่า "ตาย" ในความหมายนี้พอจะอนุโลมได้ว่า คำว่า God มาจากคำว่า "กฎ" หรือ กะตะ ของฝ่ายตะวันออก. (๑๖๓)

สิ่งที่เรียกว่า "กฎ" หมายถึง "ไกวัลยธรรม" อันมีลักษณะ คืออยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เป็นแม่ของสิ่งทั้งปวง เป็นที่ไหลออกมาของสิ่งทั้งปวง แล้วควบคุมสิ่งทั้งปวง เป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งทุกเวลา ทุกสถานที่ อันมีลักษณะตรงกันกับสิ่งที่เรียกว่า God ซึ่งหมายถึงพระเจ้า ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า "ไกวัลยธรรม" คือ "พระเจ้า". (๑๖๔)

ไกวัลยธรรม ในฐานะเป็นกฎแห่งอิทัปปัจจยตา

ไกวัลยธรรมเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดและมั่นคงถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกับกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้น ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาละเทศะ กฎอันนี้มี ๓ ประการ คือ:-

๑. กฎแห่งสามัญญลักษณะ
๒. กฎแห่งอิทัปปัจจยตา
๓. กฎแห่งจตุราริยสัจจ์.

ในตอนนี้จะกล่าวเฉพาะกฎที่ ๒ คือกฎแห่งอิทัปปัจจยตา อันมีความหมายตามพระบาลีว่า :-

อิมสฺมิ สติ อิทํ โหติ - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปชฺชติ - เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น
อิมสฺมิ อสติ อิทํ น โหติ - เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ - เพราะการดับแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ย่อมดับ.
(๑๖๖)

แล้วแสดงความหมายรวมของธรรมชาติแห่งการเกิด-ดับ ตามเหตุตามปัจจัยด้วยคำว่า :-

ตถตา - ความเป็นอย่างนั้น
อวิตถตา - ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น
อนญฺญถตา - ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น
อิทปฺปจฺจยตา - ความที่เมื่อสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ ย่อมเกิดขึ้น.
(๑๖๗)

พระบาลีทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงถึงลักษณะของกฎอิทัปปัจจยตา อันมีอำนาจในการควบคุมโลกให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม. (๑๖๘)

เมื่อรู้จักกฎแห่งกรรมตามเป็นจริง ย่อมมีการปฏิบัติถูกตามกฎแห่งกรรมนั้น ผลที่สุดจะทำให้อยู่เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง คือมีจิตใจอยู่เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือแพ้เหนือชนะ เหนือทุกอย่างที่เป็นของคู่ นี่คือลักษณะของการเข้าถึงพระเจ้าองค์แท้แห่งอิทัปปัจจยตา. (๑๖๙)

วิธีจะเข้าถึงพระเจ้าอิทัปปัจจยตา คือการศึกษา

วิธีที่จะนำชีวิตให้เข้าถึงพระเจ้าแห่งอิทัปปัจจยตา ได้แก่หลักการที่เรียกว่า "การศึกษา" คำว่า "ศึกษา" ในทางพุทธศาสนา หมายถึง "การปฏิบัติกาย วาจา ใจ" โดยอาศัยเครื่องมือ คือ "ศีล สมาธิ ปัญญา". (๑๗๐)

เมื่อพูดถึงการศึกษา ทำให้นึกถึงคำอีก ๒ คำ คือ "ความรู้" กับ "สติปัญญา" คำว่า "ความรู้" หมายถึงการเล่าเรียนให้จำได้หมายรู้ ส่วน "สติปัญญา" หมายถึงการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ ในการช่วยชีวิตให้รอดปลอดภัยจากความทุกข์ ถ้ามีแต่ความรู้จะไม่สามารถช่วยให้รอดได้ดังมีคำกล่าวว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด". (๑๗๑)

คำว่า "ความรู้" ตรงกับภาษาฝรั่ง Knowledge ส่วน "สติปัญญา" ตรงกับคำว่า Intelligence หรือ Intellect เมื่อเอาความรู้กับสติปัญญามารวมกันเข้า จึงเป็นการศึกษา (education)" (๑๗๒)

โดยหลักการอันนี้ นำมาใช้ในการเข้าถึงพระเจ้าแห่งอิทปปัจจยตา หรือไกวัลยธรรม ด้วยการทำให้เกิดความรู้ ชนิดที่เป็น material ของสติปัญญา คือมีสติปัญญาในการใช้สิ่งเหล่านั้น ให้เกิดประโยชน์เป็นการดับทุกข์ นั่นคือต้องมีการเรียนให้เกิดความรู้ แล้วมีการปฏิบัติให้เกิดความเห็นแจ้ง จึงจะชื่อว่าเป็นการเข้าถึงธรรม คือ ไกวัลยธรรม. (๑๗๓)

เป็นอันได้ความว่า หลักการศึกษาในที่นี้ หมายถึงการใช้พระเจ้าที่เป็นตัวกฎเกณฑ์ ปฏิบัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจิตใจ จนทำให้พ้นจากโลกพ้นจากโลกิยธรรมทั้งหลาย มีจิตอยู่เหนือโลกทั้งปวง เป็นการได้อยู่กับพระเจ้า. (๑๗๔)

ใช้กฎอิทัปปัจจยตาให้ถูกต้องแล้วมนุษย์จะกลายเป็นพระเจ้า

เมื่อได้เครื่องมือแล้ว ก็มาถึงตอนที่จะใช้พระเจ้าเพื่อกระทำเราให้กลายเป็นพระเจ้า นั่นคือการใช้กฎอิทัปปัจจยตา มาเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราให้กลายเป็นไกวัลยธรรม อันมีภาวะที่กว้างขวางไม่มีขอบเขตจำกัดในการนี้ จำเป็นจะต้องมีความแจ่มแจ้งต่อกฎของอิทัปปัจจยตาอยู่เป็นประจำ กำหนดรู้สิ่งทั้งปวงในฐานะที่มีการเกิด-ดับ ไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎเกณฑ์ที่ว่า :-

    เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น
    เพราะการเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
    เพราะการดับลงแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับลง.                  
(๑๗๕)

กฎเกณฑ์อันนี้ แสดงว่า จะใช้ให้เกิดทุกข์ก็ได้ หรือจะใช้ให้ดับทุกข์ก็ได้ นั่นคือ ทั้งความทุกข์และความดับทุกข์ เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน คือเป็นกฎอันเดียวกัน เพราะเหตุว่า จักพบความดับทุกข์ได้ที่ความทุกข์ ถ้าไม่รู้จักทุกข์ จะดับทุกข์ได้อย่างไร. (๑๗๖)

อิทัปปัจจยตา ที่ยังผลให้เกิดเป็นความทุกข์

มาพิจารณาดูกันที่วัตถุล้วนๆ การที่จะแสวงหามาได้ ก็ย่อมอาศัยกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา แต่วัตถุนั้นๆ ยังมิใช่คำตอบที่ว่า เป็นสิ่งให้ความสุขที่แท้จริง เพราะคนที่มีวัตถุมีทรัพย์สมบัติมาก ก็ยังมีความทุกข์อยู่. (๑๗๗)

แม้ว่ามนุษย์จะออกไปนอกโลก ไปถึงดวงจันทร์แล้วก็ตาม ชาวโลกก็ยังมีความทุกข์อยู่ เป็นการสร้างความหวาดระแวงกันให้เกิดขึ้น หมายความว่า ยังมิใช่เครื่องประกันแห่งสันติภาพของโลก แม้จะไปถึงโลกไหนก็ย่อมได้รับผลอย่างเดียวกัน. (๑๗๘)

มาดูที่ร่างกาย คือวัตถุที่มีชีวิต เวลานี้หยูกยาดีขึ้น ทำให้คนตายน้อยลง ทำให้เกิดความทุกข์ว่าคนจะล้นโลก จึงต้องมีการคุมกำเนิดกัน แม้จะมีการอนามัยดี มนุษย์ชนะโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น แต่ชีวิตก็ยังไม่พบสันติสุขที่แท้จริง ยังผลให้มีการทำลายสันติภาพของโลก. (๑๗๙)

มาดูให้ลึกลงไปถึงจิตใจ อันหมายถึงการได้รับการศึกษาเล่าเรียน มีความรู้อย่างกว้างขวาง มีความเฉลียวฉลาดในการประกอบอาชีพ แต่แล้วเป็นการสร้างความเห็นแก่ตัวให้ทวีขึ้นด้วย มีการชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบกัน จนเกิดเป็นสงครามมหาสงคราม มีอันธพาลเต็มโลก ฆ่ากันได้ทีหนึ่งเป็นแสนเป็นล้าน นี่คือความสามารถของผู้ที่สำคัญตนว่าเป็นผู้ฉลาด. (๑๘๐)

การที่มีการรบราฆ่าฟันกัน ก็เพราะจิตถูกเปลี่ยนแปลงไปในทางให้เกิดความลุ่มหลงในกิเลสตัณหา ชอบความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อันเป็นเรื่องของกามารมณ์ เป็นเหตุให้คนในโลกเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนทำลายล้างแก่กัน. (๑๘๑)

เหล่านี้คือ "อิทัปปัจจยตา" ที่ยังผลให้เกิดความทุกข์ เป็นการเบียดเบียนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น. (๑๘๒)

อิทัปปัจจยตา เป็นไปเพื่อผลเป็นความพ้นทุกข์

ความพ้นทุกข์เป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากความทุกข์ เมื่อรู้จักทุกข์ตามเป็นจริง ย่อมมีการแสวงหาความดับทุกข์ อันเป็นกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาในทางตรงกันข้าม ความทุกข์ความเลวร้ายของมนุษย์มาจากความประสงค์ของพระเจ้า เพื่อเป็นการกระตุ้นมนุษย์ให้ดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากโลกแห่งความทุกข์เข้าสู่โลกแห่งความดับทุกข์ ด้วยการกลับไปอยู่ร่วมกับพระเจ้า. (๑๘๓)

ข้อนี้เป็นการแสดงว่า ใช้พระกรณียกิจของพระเจ้านั่นเอง เพื่อเปิดทางไปสู่อาณาจักรแห่งพระเป็นเจ้า อย่างนี้เรียกว่า ใช้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงพระเจ้า เพราะพระเจ้ามีความหมายกว้างจนเป็นอะไรได้ทุกอย่าง ตรงกับความหมายของ "ไกวัลยธรรม".  (๑๘๔)

ความหมายของไกวัลยธรรม หรือพระเจ้าแห่งอิทัปปัจจยตานั้น มิได้กำหนดถึงลักษณะของสิ่งที่เป็นคู่ ดังที่มนุษย์บัญญัติขึ้น คือไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีบุญไม่มีบาป ไม่มีผิดไม่มีถูก มีแต่อาการที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและดับไป ตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ดังเช่นที่แสดงว่า เมื่อมีการทำอย่างนี้ แล้วอย่างนี้ก็เกิดขึ้น ถ้าไม่มีอย่างนี้ อย่างนี้ก็ไม่มี ถ้าอย่างนี้ดับลง อย่างนี้ก็ดับด้วย ดังนี้ มันเป็นเพียงแต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีตัวผู้กระทำ และไม่มีตัวผู้ถูกกระทำ. (๑๘๕)

เมื่อเอาความหมายอย่างนี้ จะทำให้เห็นว่า ปรากฎการณ์ทั้งหมดของจักรวาลอันไม่มีขอบเขตก็จะเต็มอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แต่อาการที่ปรากฎเป็นลักษณะของความเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่ต้องปรากฎขึ้นก่อน เมื่อรู้จักความเปลี่ยนแปลงตามเป็นจริงแล้วปล่อยวางได้ ก็จะพบความไม่เปลี่ยนแปลงในที่เดียวกัน อันเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตอย่างเดียวกัน นี่เป็นลักษณะของความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง. (๑๘๖)

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงถึง "อิทัปปัจจยตา" ที่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ด้วยการเข้าถึงสภาวะแห่งความไม่เปลี่ยนแปลง อันไม่มีขอบเขตจำกัด ตามความหมายของ "ไกวัลยธรรม". (๑๘๗)

อำนาจของอิทัปปัจจยตา ทำให้เกิดปฏิกิริยา

สภาวะเดิมแท้ของสิ่งทั้งปวง คือ "ความว่าง" หมายความว่า จุดเริ่มต้นทีแรกไม่มีอะไรเลย แม้สภาวะของความไม่มีอะไร ก็เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" ด้วยอำนาจการกระทำของกฎอิทัปปัจจยตา จึงทำให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้น ถ้าจะกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน ก็อาจกล่าวได้ว่า แต่เดิมไม่มีอะไร พระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวงขึ้น. (๑๘๘)

อาศัยการกระทำของกฎแห่งอิทัปปัจจยตา เรียก "กิริยาของกฎ" กระทำลงที่ปรากฎการณ์ของเวลาและสถานที่ (time-space) ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิกิริยา" ขึ้น ฉะนั้น ความจริงของสิ่งทั้งปวงจึงไม่มีอะไรมากไปกว่า "กิริยา กับ ปฏิกิริยา" เท่านั้น นี่คือลักษณะของจิตที่กลับคืนสู่สภาวะเดิมแท้ ได้อยู่ร่วมเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า ในดินแดนแห่งพระเจ้า. (๑๘๙)

กฎอิทัปปัจจยตา ทำให้เกิดธาตุต่างๆ

การทำให้เกิดธาตุก็มีหลักอันเดียวกันกับที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานั่นคือ เริ่มต้นจาก อสังขตะธาตุ หรือสุญญธาตุ คือธาตุแห่งความว่างอันมีมาก่อนสิ่งใด โดยอาศัยกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ธาตุทั้งหลายจึงถูกสร้างขึ้น จำแนกเป็นรูปธาตุ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ. (๑๙๐)

อาศัยธาตุต่างๆ เหล่านี้ ต่อมาทำให้เกิด "โลกธาตุ" ขึ้น หลายๆ โลกธาตุที่รวมกลุ่มกันเรียก สุริยจักรวาล ทีแรกโลกทั้งหลายแยกมาจากดวงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนแปลงเรื่อยไม่หยุดยั้ง ไปตามกฎอิทัปปัจจยตา จนทำให้เกิดชีวิตเป็นพืช เป็นสัตว์ขึ้นมา จนกระทั่งวาระสุดท้าย โลกทั้งหลายก็จะกลับไปรวมกับดวงอาทิตย์ตามเดิมอีก กฎของความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นไปในลักษณะของการเกิด-ดับ ด้วยอาการอย่างนี้. (๑๙๑)

โดยเหตุนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า กฎอิทัปปัจจยตาทำให้เกิดธาตุต่างๆ ขึ้น และในที่สุดก็จะทำให้ธาตุต่างๆ เหล่านั้นดับไป กลับคืนสู่สภาวะเดิม. (๑๙๒)

อิทัปปัจจยตา กับการวิวัฒนาการ

มองให้แคบเข้ามาดูการวิวัฒนาการของชีวิต ในโลกนี้เริ่มแรกมีแต่น้ำ ต่อมาเกิดสภาพชีวิตขึ้นมาเป็นพืช เป็นสัตว์ และเป็นคนในที่สุด เมื่อเกิดมนุษย์ขึ้นมาแล้ว ก็เกิดวิวัฒนาการทางจิต ทำให้เกิดกฎหมาย เกิดระเบียบวินัย เกิดวัฒนธรรม เกิดศาสนา จนกระทั่งเกิดการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจของพระเจ้าแห่งกฎอิทัปปัจจยตาทั้งสิ้น. (๑๙๓)

มองให้เล็กลงมาที่ตัวคนจะพบว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การวิวัฒนาการในทางสมอง หรือ ความคิดย่อมมีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย ชนิดที่เรียกว่า ล้นโลกอยู่ในเวลานี้ ก็สำเร็จมาจากพระเจ้าแห่งกฎอิทัปปัจจยตาเช่นเดียวกัน. (๑๙๔)

การวิวัฒนาการในทางวัตถุย่อมสำเร็จมาจากอวิชชา มาจากกิเลสตัณหา อันจักนำไปสู่ความทุกข์ความเดือดร้อนโดยส่วนเดียว เมื่อมีความรู้อย่างนี้ การวิวัฒนาการไปในทางตรงกันข้าม คือวิวัฒนาการทางจิต อันเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ย่อมเกิดความโชติช่วงขึ้นในความต้องการ นั่นคือการดิ้นรนเพื่อกลับคืนสู่สวรรค์อันเป็นสภาวเดิมแท้ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงความไม่มีอะไร และเป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิม ก่อนสิ่งใด. (๑๙๕)

ใช้อำนาจอิทัปปัจจยตาฝ่ายดับทุกข์แก้ปัญหา

เมื่อรู้ตัวปัญหาก็ย่อมเป็นการง่ายต่อการแก้ปัญหา เพราะตัวปัญหากับการแก้ปัญหาเป็นอันเดียวกัน คืออิทัปปัจจยตา ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า "หนามยอกเอาหนามบ่ง" คือใช้พระเจ้าสร้างพระเจ้า สิ่งที่จำเป็นที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาท เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก ทำให้เกิดการปรุงแต่งเป็นกิเลสขึ้น ตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ถ้ามีการยึดถือจะเป็นทุกข์ แต่ถ้ารับอารมณ์ด้วยปัญญาจะทำให้ปล่อยวางความยึดถือแล้วความทุกข์ก็จะดับลงในที่เดียวกัน. (๑๙๖)

เช่นเมื่อตาเห็นรูป ถ้ามีการเห็นด้วยความเข้าใจผิดว่า "มีรูป" กิเลสย่อมเกิด แต่ถ้าเห็นด้วยปัญญาด้วยสัมมาทิฎฐิว่า "รูปไม่มี" กิเลสก็ย่อมดับลงตรงนั้น "ความเห็นผิดเป็นหนามยอก ความเห็นถูกเป็นหนามบ่ง" นั่นคือ "หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง" นี่เป็นหลักการของพระเจ้าแห่งอิทัปปัจจยตา.  (๑๙๗)

การรู้ทันกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาย่อมดับทุกข์ได้

วิธีบ่งหนามให้สำเร็จก็ต้องกำหนดรู้ว่า มันถูกยอกอยู่ตรงไหน คำตอบคือ การเสวยอารมณ์ด้วยความเห็นผิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ย่อมทำให้เกิดความทุกข์ เรียกว่าถูกหนามยอก ที่เป็นทุกข์เพราะเกิดกิเลส. (๑๙๘)

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตาเห็นรูปโดยอาศัยจักขุวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนี้เรียกผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยย่อมเกิดเวทนา กิเลสเกิดตรงที่เกิดเวทนานี่เอง คือเวทนามี ๓ ได้แก่ สุข ทุกข์ เฉยๆ เมื่อเกิดความสุขความพอใจในอารมณ์ ย่อมสร้างความโลภให้เกิดขึ้น เกิดความทุกข์ความไม่พอใจสร้างความโกรธ เกิดความรู้สึกเฉยๆ สร้างความหลง นี่แสดงว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นเพราะอาศัยเวทนา นี่คือลักษณะของการถูกหนามยอก แล้วความเจ็บปวดเป็นความทุกข์ย่อมตามมา. (๑๙๙)

เป็นการทำให้มองเห็นความจริงแล้วว่า วงจรของความทุกข์เริ่มต้นจากความเห็นผิด เมื่อเห็นผิดทำให้เกิดกิเลส เมื่อเกิดกิเลสย่อมเกิดทุกข์ ฉะนั้น ในการดับทุกข์จักสำเร็จได้ด้วยการเปลี่ยนความเห็นผิด (มิจฉาทิฎฐิ) ให้เป็นความเห็นถูก (สัมมาทิฎฐิ) เมื่อเห็นถูกกิเลสดับ ความทุกข์ดับ.  (๒๐๐)

ตามความเป็นจริง "รูปไม่มี" เมื่อเห็นผิดว่า "มีรูป" กิเลสเกิด เมื่อเห็นถูกตามเป็นจริงว่า "รูปไม่มี" กิเลสดับ ความทุกข์ก็ดับ กระแสแห่งการดับทุกข์ตามกฎของอิทัปปัจจยตา ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. (๒๐๑)

ฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตย่อมมีความต้องการตรงกันอยู่ที่การเอาชนะกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั่นเอง จึงจะได้นามว่า เป็นผู้ดำเนินตามหลักพุทธศาสนา อันจักนำไปสู่นิพพาน ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตาในส่วนโลกุตตระ. (๒๐๒)

นี่แสดงว่า ทุกคนย่อมมีหน้าที่พึงเกี่ยวข้องกับพระเจ้าแห่งความดับทุกข์ ฉะนั้น ต้องตั้งใจแน่วแน่ ซื่อตรงต่อพระเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า "เราจักทำความดับทุกข์ให้ปรากฎจนได้".  (๒๐๓)

ไกวัลยธรรม คือพระเจ้าควบคุมทุกสิ่งตามกฎแห่งกรรม

เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งอยู่เสมอว่า ไกวัลยธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกๆ เซลล์ของสิ่งที่มีชีวิต และทุกๆ อณูของสิ่งที่ไม่มีชีวิต ทั้งปรากฎอยู่ตลอดกาลไม่มีที่สิ้นสุด ตั้งอยู่ในฐานะเป็นกฎของอิทัปปัจจยตา ทั้งในรูปของกิริยา และปฏิกริยา อันมีความหมายตรงกับสิ่งที่เรียกว่า "กฎแห่งกรรม" อันเป็นไปทั้งฝ่ายโลกิยะ และโลกุตตระ. (๒๐๔)


        
(ไกวัลยธรรม ตอนที่ ๔ จบ)

 

 คัดจาก หนังสือ ไกวัลยธรรม พุทธทาสภิกขุ ฉบับย่อ, ย่อโดย ภิกขุ ฉ.ช.วิมุตตยานันทะ