ตัวอย่าง ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ๑

ทีนี้ จะยกตัวอย่างให้ฟัง ในการเป็นอยู่ ทุกวันๆ ของคนเรา มีปฏิจจสมุปบาท อย่างไร เด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ร้องไห้จ้า ขึ้นมา เพราะ ตุ๊กตาตกแตก พอเขาเห็น ตุ๊กตาตกแตกนี้ เรียกว่า ตากับรูป กระทบกัน เกิด จักษุวิญญาณ ขึ้นมา รู้ว่า ตุ๊กตาตกแตก ตามธรรมดา เด็กคนนี้ ประกอบด้วย อวิชชา เพราะว่า เขาไม่เคยรู้ธรรมะ ไม่รู้อะไรเลย เมื่อตุ๊กตาตกแตก นั้น ใจของเขา ประกอบอยู่ด้วย อวิชชา อวิชชาจึงปรุงแต่ง ให้เกิด สังขาร คือ อำนาจชนิดหนึ่ง ที่จะทำให้ เกิดความคิด ความนึกอันหนึ่ง ที่จะเป็นวิญญาณ สิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ ก็เห็นตุ๊กตา ตกแตก แล้วรู้ว่า ตุ๊กตาตกแตก อันนี้ เป็น วิญญาณทางตา เพราะอาศัย ตาเห็น ตุ๊กตาตกแตก แล้วมีอวิชชา อยู่ในขณะนั้น คือ ไม่มีสติ เพราะว่า ไม่มีความรู้ เรื่องธรรมะเลย จึงเรียกว่า ไม่มีสติ และมีอวิชชาอยู่ ฉะนั้น จึงเกิดอำนาจ ปรุงแต่งวิญญาณ ที่จะเห็นรูปนี้ ไปในทาง ที่จะ เป็นทุกข์ ความประจวบของ ตากับรูป คือ ตุ๊กตา กับวิญญาณ ที่รู้นี้รวมกัน เรียกว่า ผัสสะ เดี๋ยวนี้ ผัสสะทางตา ได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้แล้ว จากผัสสะอันนี้ ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่า ได้เกิด นามรูป คือ ร่างกาย และ ใจของเด็กคนนี้ ขึ้นมา ชนิดที่ พร้อมสำหรับ ที่จะเป็นทุกข์ 

นี่ขอให้รู้ว่า ตามธรรมดา ร่างกายจิตใจของเรา ไม่อยู่ในลักษณะ ที่จะเป็นทุกข์ จะต้องมีอวิชชา หรือ มีอะไรมาปรุงแต่ง ให้มันเปลี่ยน มาอยู่ในลักษณะ ที่มันอาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงเรียกว่า นามรูป ก็พึ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้ หมายความว่า มันปรุงแต่งวิญญาณ ด้วยอวิชชานี้ ขึ้นมากแล้ว วิญญาณนี้ ก็จะช่วยทำ ให้ร่างกาย กับจิตใจนี้ เปลี่ยนสภาพ ลุกขึ้นมา สำหรับทำหน้าที่ ที่พร้อม จะเป็นทุกข์ และ ในนามรูปชนิดนี้ ขณะนี้ จะเกิดมี อายตนะ อันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ คือ ไม่หลับอยู่ตามปกติ แล้วมันก็มีผัสสะ ที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเป็นทุกข์ เฉพาะในกรณีนี้ แล้วมันก็มี เวทนา คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วเวทนา ที่เป็นความทุกข์นี้ ทำให้เกิด ตัณหา คือ อยาก ไปตาม อำนาจ ของความทุกข์ นั้น มี อุปาทาน ยึดมั่นว่า เป็นความทุกข์ของกู มันก็เกิด กู ขึ้นมา เรียกว่า ภพ แล้วเบิกบานเต็มที่ เรียกว่า ชาติ แล้ว มีความทุกข์ในเรื่อง ตุ๊กตาตกแตกนี้ คือ ร้องไห้ นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า อุปายาส แปลว่า ความเหี่ยวแห้งใจ อย่างยิ่ง

ทีนี้ เรื่อง ชาติ นี้ มันมีความหมายกว้าง คือรวม ชรามรณะ อะไรไว้เสร็จ ถ้าไม่มีอวิชชา ก็จะไม่ถือว่า ตุ๊กตาแตก หรือ ตุ๊กตาตาย หรือ อะไรทำนองนั้น แล้วก็จะไม่มีทุกข์ แต่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเลย เดี๋ยวนี้ ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะว่า มันเกิดอุปาทานว่า ตัวกู ตุ๊กตาของกู แล้วตุ๊กตาก็แตกแล้ว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะมีอวิชชา ดังนั้น จึงร้องไห้ การร้องไห้ คือ อาการของความทุกข์ ขึ้นสูงสุดเต็มที่ ถึงที่สุดของ ปฏิจจสมุปบาท

ตรงนี้ คนโดยมาก ฟังไม่เข้าใจ ในข้อลี้ลับ ของข้อที่ว่า ภาษาธรรมะ หรือ ภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้ เขาไม่ได้ถือว่า คนได้เกิดอยู่แล้ว ตลอดเวลา หรือ ว่า นามรูป ได้เกิดอยู่แล้ว หรือ อายตนะ ได้เกิดอยู่แล้ว ถือว่า เท่ากับ ยังไม่ได้เกิด เพราะ มันยังไม่ได้ทำอะไร ตามหน้าที่ ต่อเมื่อ มีธรรมชาติ อันใดอันหนึ่ง มาปรุงแต่ง ให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้น จึงจะเรียกว่า เกิด เช่น ลูกตาของเรา เราก็ถือว่า มีอยู่แล้ว หรือ เกิดอยู่แล้ว แต่ตามทางธรรมะ ถือว่ายังมิได้เกิด จนกว่าเมื่อใด ตานั้นจะเห็นรูป ทำหน้าที่ การเห็นรูป จึงจะเรียกว่า ตาเกิดขึ้นมา แล้วรูปก็เกิดขึ้นมา แล้ววิญญาณทางตานั้น ก็เกิดขึ้นมา ๓ อย่างนี้ ช่วยกัน ทำให้ สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ เกิดขึ้นมา แล้วผัสสะนี้ ทำให้เกิด เวทนา ตัณหา เรื่อยไป จนตลอดสาย

ทีนี้ ถ้าว่าต่อมา เด็กคนนี้ เอาเรื่องตุ๊กตาแตก มานอนคิด แล้วมานอนร้องไห้ อยู่อีก นี่มันกลายเป็นเรื่องทาง มโนวิญญาณ ไม่ใช่ทาง จักขุวิญญาณแล้ว คือ เขานึกคิดขึ้นมา ถึงตุ๊กตาที่แตก ก็เป็นเรื่องความคิด ที่เป็น ธรรมารมณ์ แล้ว ธรรมารมณ์ กับ ใจสัมผัสกัน ทำให้เกิด มโนวิญญาณ รู้สึกถึงเรื่องที่ตุ๊กตาแตก นี้มันสร้างนามรูป คือ กายกับใจ ในขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูป ที่จะเป็น ที่ตั้งของอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์ อายตนะนั้น ก็จะสร้างให้เกิด ผัสสะ ชนิดที่เป็น ที่ตั้งของความทุกข์ เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน จนเป็นทุกข์ จนนอนร้องไห้ อยู่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตุ๊กตามันแตก มาตั้งหลายวันแล้ว หรือ หลายอาทิตย์แล้ว ก็ได้ ความคิดที่ปรุงแต่ง ทะยอยกันอย่างนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ในคน เป็นประจำวัน 

คัดจาก หนังสือเรื่อง "เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับพุทธบริษัท ปฏิจจสมุปบาท หลักปฏิบัติอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ" พุทธทาสภิกขุ พิมพ์โดย ธรรมสภา