เราถือศาสนาอะไรกันแน่

 

ศาสนา โบสถ์วิหาร การวัดวา

ศาสนา คือพระธรรม คำสั่งสอน

ศาสนา ประพฤติธรรม ตามขั้นตอน

ศาสนา พาสัตว์จร จวบนิพพาน

 

ศาสนา เนื้องอก พอกพระธรรม

ศาสนา น้ำครำ ของเป็ดห่าน

ศาสนา ภูตผี พานิชการ

ศาสนา วิตถาร กวนบ้านเมือง

 

ศาสนา ใหม่ใหม่ ร้ายกว่าเก่า

ศาสนา ของพวกเจ้า โจรผ้าเหลือง

ศาสนา ปัจจุบัน พันการเมือง

ศาสนา มลังเมลือง เมืองคนเย็นฯ  

 

เรียนธรรมะ

 

เรียนธรรมะ อย่าตะกละ ให้เกินเหตุ

จะเป็นเปรต หิวปราชญ์ เกิดคาดหวัง

อย่าเรียนอย่าง ปรัชญา มัวบ้าดัง

เรียนกระทั่ง ตายเปล่า ไม่เข้ารอย

 

เรียนธรรมะ ต้องเรียน อย่างธรรมะ

เรียนเพื่อละ ทุกข์ใหญ่ ไม่ท้อถอย

เรียนที่ทุกข์ ที่มีจริง ยิ่งเข้ารอย

ไม่เลื่อนลอย มองให้เห็น ตามเป็นจริง

 

ต้องตั้งตน การเรียน ที่หูตา ฯลฯ

สัมผัสแล้ว เกิดเวทนา ตัณหาวิ่ง

ขึ้นมาอยาก เกิดผู้อยาก เป็นปากปลิง

เรียนรู้ยิง ตัณหาดับ นับว่าพอ ฯ  

 

เรียนปรัชญา

 

เรียนอะไร ถ้าเรียน อย่างปรัชญา

ที่เทียบกับ คำว่า ฟิโลโซฟี่

เรียนจนตาย ก็ไม่ได้ พบวิธี

ที่อาจขยี้ ทุกข์ดับ ไปกับกร

 

เพราะมันเรียน เพื่อมิให้ รู้อะไร

ชัดลงไป ตามที่ธรรม- ชาติสอน

มัวแต่โยก โย้ไป ให้สั่นคลอน

สร้างคำถาม ป้อนต้อน รอบรอบวง

 

ไม่อาจจะ มีวิมุตติ เป็นจุดจบ

ยิ่งเรียนยิ่ง ไม่ครบ ตามประสงค์

เป็นเฮโรอีน สำหรับปราชญ์ ที่อาจอง

อยู่ในกรง ปรัชญา น่าเอ็นดูฯ

 

 

ธรรมะกับเรา (ต่อ)

 

ในประโยคว่า "พระนิพพานเป็นธรรมที่ปลอดจากโยคะ ไม่มีธรรมใดยิ่งไปกว่า"  เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึง (Thing) สิ่งใดสิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งทั้งหลาย เช่นเดียวกับสิ่งอื่นเหมือนกัน หาความหมายในทางปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ เพราะเป็นนามศัพท์กลางเช่นเดียวกับคำว่า "สิ่ง" ในภาษาไทย หรือคำว่า (Thing) ในภาษาอังกฤษ ที่เกี่ยวกับคำว่า "ธรรม" ล้วนๆ ในประโยคนี้ หน้าที่ยังไม่เกิด.

ในประโยคว่า "เขาได้รับประโยชน์ตอบแทนในทิฏฐธรรม" (ทิฏฐธรรม แปลว่า ธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว) ในประโยคเช่นนี้ คำว่า ธรรมตรงกับคำว่า เวลา หรือแปลว่าเวลา; ในทิฏฐธรรม ก็คือภายในเวลาที่ผู้นั้นเห็นได้ด้วยตนเอง คือในชาตินี้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า. ในกรณีที่แปลว่า เวลาเช่นนี้ คำว่า ธรรมล้วนๆ ยังไม่ก่อให้เกิดหน้าที่อะไร เช่นเดียวกับข้อที่แล้วมา.

ในประโยคว่า "บุคคลผู้บรรพชา อุปสมบทแล้ว ไม่พึงเสพเมถุนธรรม" เช่นนี้ คำว่า ธรรม แปลว่า การกระทำ เป็นคำกลางยิ่งกว่าในประโยคที่ว่า บัณฑิตควรละธรรมดำ เจริญธรรมขาว เป็นเพียงการทำ (Doing) กลางๆ ทั่วไป ไม่มุ่งแสดงในทางดีชั่วและเป็นศัพท์นามธรรมดาคำหนึ่ง ไม่มีความหมายเกี่ยวกับทางธรรมหรือทางโลกอะไรๆ หมด ต่อเมื่อมีคำอื่นประกอบเข้าจึงมีความหมายไปในทางใดทางหนึ่ง เช่นในที่นี้ประกอบกันเป็น เมถุนธรรม แปลว่า การกระทำของคนคู่ คือสตรีกับบุรุษ. คำว่า ธรรมล้วนๆ ในที่นี้ ไม่มีความหมายอันจะก่อให้เกิดหน้าที่ และเป็นเช่นเดียวกับสองข้อที่แล้วมา. (ยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เห็นว่า คำว่า ธรรม ในภาษาบาลีนั้น ท่านใช้กันมากมายหลายประเภทอย่างไร)

ในประโยคว่า "เขากล่าวธรรมของตัวเองว่าบริบูรณ์ กล่าวธรรมของผู้อื่นบกพร่อง (สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน ปีนมาหุ)" เช่นนี้คำว่าธรรม ตรงกับคำว่าลัทธิ คือกล่าวให้ชัดก็กล่าวเสียใหม่ว่า "ลัทธิของฉันถูกต้องครบถ้วน ลัทธิของท่านไม่ครบถ้วน" ดังที่เช่นนักศาสนาชอบกล่าวกันในบัดนี้ เพื่อยกศาสนาของตนเอง. ให้เห็นว่ามีอะไรครบ สมควรยกขึ้นเป็นศาสนาสากลของโลก คำว่า ธรรม ที่ตรงกับคำว่า ลัทธิ (Dogma) เช่นนี้ถือว่ายังไม่เกิดหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะให้เกิดหน้าที่ก็คือระวัง เลือกลัทธิที่จะเอามาถือให้ดีๆ.

ในประโยคว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ย่อมฟังธรรมโดยเคารพ ย่อมเรียนธรรมโดยเคารพ (อิธ ภิกฺขเว สกฺกจฺจจํ ธมฺมํ สุณนฺติ, สกฺกจฺจํ ธมฺมํ ปริยาปุณนฺติ)" เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึง ปริยัติธรรม เช่น เรียนพระไตรปิฎก เรียนนักธรรม เรียนบาลี สรุปก็คือ การเรียนด้วยตำราหรือคัมภีร์ทุกอย่าง หน้าที่ของเราเกี่ยวกับธรรมในที่นี้คือ อุตส่าห์เรียน อุตส่าห์ฟัง อุตส่าห์คิด อุตส่าห์จำ อุตส่าห์ถาม ไว้นั่นเอง. 

ในประโยคว่า "ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม (ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี)" เช่นนี้ คำว่า ธรรม ได้แก่ ปฏิบัติธรรม หรือ การปฏิบัติ ไม่หมายเฉพาะการเรียนเฉยๆ หน้าที่ของเราในคำว่า ธรรมชนิดนี้ ก็คือการปฏิบัติเหมือนกัน. ต้องปฏิบัติจริงๆ เพียงแต่เรียนรู้นั้นไม่พอ หรือจะนอนรออำนาจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ประจำโลกอย่างเดียวก็ไม่ไหวแน่ รีบปฏิบัติอย่างลืมหูลืมตาเท่านั้น จึงจะเอาตัวรอดได้

ในประโยคว่า "ผู้ปีติในธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข (ธมฺมปีติ สุขํ เสติ)" เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึง ปฏิเวธธรรม คือผลของการปฏิบัติ กล่าวคือ มรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว หรือเรียกสั้นๆ ก็คือ ผลแห่งการปฏิบัติ ความปีติที่จะเกิดขึ้นได้ในธรรมนั้น เกิดได้เฉพาะแต่ในธรรมที่ตนเองได้บรรลุแล้วเห็นแล้วเท่านั้น แม้จะเล็กน้อยเพียงไรก็ต้องเป็นธรรมที่ตนบรรลุแล้วเห็นแล้ว มิฉะนั้นปีติไม่เกิดขึ้น คำว่า ธรรมในที่นี้จึงหมายถึงปฏิเวธ หน้าที่ของเราทั้งโดยตรงและโดยอ้อมคือ พยายามหามาชิมดูบ้างอย่าเห็นเป็นของครึ.

ในประโยคว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นแม้จะคอยดึงมุมจีวรของเราไปไหนด้วยกัน ก็หาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่" เช่นนี้ คำว่า ธรรม หมายถึงความหมดกิเลส เป็นความประเสริฐชนิดที่มีในเมื่อเมื่อประพฤติธรรมสำเร็จแล้ว แม้บางส่วนหรือทั้งหมด จนเห็นชัดว่า คนที่บริสุทธิ์ คนที่สว่างแจ่มแจ้ง คนที่เป็นสุขสงบเป็นอย่างนี้ๆ ทำให้เห็นว่า พระอรหันต์ ท่านผิดกับคนธรรมดา ก็ที่ตรงนี้เอง ชื่อว่าเห็นธรรมในที่นี้ คำว่าธรรมในที่นี้  จึงหมายถึงความเป็นพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้า. หน้าที่ของเราในเรื่องนี้มีว่า เราจะต้องรู้เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านทรงรู้ พ้นความดีและความชั่วเหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านพ้น โดยเฉพาะคือรู้อริยสัจ ๔ กระทั่งเสวยผลแห่งความรู้นั้นอยู่ด้วยใจตัว.

ในประโยคว่า "ธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เราขอนอบน้อมธรรมนั้น สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ นมสฺสามิ" เช่นนี้ คำว่า ธรรม ในที่นี้ หมายถึงเฉพาะคำสอนที่เป็นนิยยานิกธรรม คือที่ "ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย" เท่านั้น ไม่หมายถึงสิ่งทั้งปวงเหมือนบางข้อข้างต้น หน้าที่ของเราในที่นี้ คือเร่งพิจารณาให้อย่างหนักว่า ธรรมที่ตรัสไว้นั้นทนต่อการพิสูจน์ (เช่น สองบวกสามได้ห้า) จริงหรือไม่ จนเห็นว่าพระองค์ตรัสไว้ดีจริง คือไม่ผิดแล้วนอบน้อม คือทำตามเหมือนอย่างกะว่ามันเป็นสิ่งที่เราคิดค้นได้เอง ทำให้เกิดผลได้เอง.

ในประโยคว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทรงเคารพใคร แต่ทรงเคารพธรรม" คำว่า ธรรม ในที่นี้ หมายถึงระเบียบอันบุคคลจะพึงประพฤติทั้งต่อตนเองและผู้อื่น แม้ว่าตนเองจะไม่ต้องการผลอันจะพึงได้จากการประพฤติตามระเบียบอันนั้น ก็เคารพในการที่จะรักษาระเบียบอันนั้นไว้ให้เป็นหลักของโลก, แม้ว่าตนจะพ้นแล้วจากบุญและบาป เป็นผู้ที่บุญและบาปไม่อาจฉาบทาติดได้อีกต่อไป ก็ยังคงเคารพต่อระเบียบแห่งการละบาปบำเพ็ญบุญ เพื่อให้ระบอบนี้ยังคงเป็นหลักเป็นประธานของโลกทั่วไป แม้ว่าตนเองจะพ้นทุกข์แล้ว ก็ยังคงเคารพต่อระเบียบของการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์, เพื่อพระองค์ทรงเห็นว่า การอยู่โดยปราศจากที่เคารพเป็นการไม่สมควร แต่พระองค์มองหาบุคคลใดเป็นที่เคารพไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าด้วยกัน, พระองค์จึงทรงเคารพธรรม คือระเบียบแห่งความจริง (Truth system) ตามที่ควรจะมีประจำโลกอยู่อย่างไรตลอดอนันตกาล คำว่าธรรมในกรณีที่แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคารพเช่นนี้ หน้าที่ของเราก็คือ เคารพเหมือนกัน ได้แก่เคารพตัวเอง ที่รู้สึกว่า กำลังรักษาความดีไว้ให้คงมีอยู่ในตัวเอง และงอกงามไปจนกระทั่งดีที่สุดเป็นต้นไป จนกระทั่งเคารพระเบียบแห่งธรรมที่ทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีความประมาทแม้แต่น้อย ผู้ใหญ่ที่ดูถูกระเบียบปฏิบัติของเด็ก ย่อมทำให้เด็กหมดกำลังใจในการที่จะรักษาระเบียบนั้น. ทั้งนี้เนื่องจากผู้ใหญ่คนนั้นเขลาไปว่า ระเบียบนั้นมีเด็กมีผู้ใหญ่ไปตามคนผู้ปฏิบัติด้วย. ถ้ามองเห็นว่าระเบียบทั้งหลายเป็นอันเดียวกัน ไม่มีเด็กผู้ใหญ่ไปตามคนผู้ปฏิบัติแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่เคารพระเบียบได้เต็มที่ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพระเบียบ

ในประโยคยาวที่ว่า "แม้เขาฟัง ธรรม น้อย แต่เห็นธรรมด้วยนามกาย เขานั่นแหละชื่อว่า ผู้ทรงธรรม" คำว่า ธรรม ทั้งสามคำนี้ ต่างกันทั้ง ๓ คำ คำแรกหมายถึง คำสอน (Body of the Teaching) คำที่สองหมายถึง ผลของการปฏิบัติธรรม ที่เขาทำให้เกิดขึ้นได้แล้ว คำที่สามหมายถึง รูปร่างแห่งการปฏิบัติธรรม. อันมีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเขา. ประโยคนี้ทั้งประโยคให้เกิดหน้าที่ คือ ได้เล่าเรียนมากหรือน้อยไม่สำคัญ ขอแต่ให้ได้รู้รสของธรรมบ้างเป็นอย่างน้อยก็แล้วกัน; จะมีความสุขด้วย จะมีเกียรติว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมหรือมีธรรมด้วย. การเรียนจบพระไตรปิฏกแต่ไม่เห็นธรรมนั้น ไม่มีทางที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรมเลย. เป็นหนอนหนังสือ หรือคนหาบใบลานมากกว่า.

ฉันเขียนมาให้ท่านเลือกมากพอแล้ว, จะเขียนให้หมดจริงๆ ท่านก็จะอ่านไม่ไหว และเลือกไม่ไหวตาลาย. เมื่อท่านดูธรรมะเข้าที่เหลี่ยมใดเหลี่ยมหนึ่ง เข้าตาท่านแล้ว ท่านจงดูเหลี่ยมนั้นให้มาก มันก็จะทะลุไปยังเหลี่ยมอื่นได้เอง และปรุโปร่งไปหมด ธรรมะกับเราจะพบกันแล้วจัดการอย่างไรนั้น ปัญหาข้อนี้อยู่ที่ว่า หมายถึงธรรมะอันไหนหรือคำไหนเสียก่อน. ท่านต้องเลือกเอาเองเฉพาะคน เป็นคนๆ ไป เพราะมาจากจุดตั้งต้นที่ผิดกัน. โลกสมัยนี้เขาไม่มีเวลาที่จะคิดธรรมะ หรือไม่มีแม้แต่จะอ่านจะฟัง ย่อมเป็นการยากอยู่ที่เขาจะนำธรรมะไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ มิหนำซ้ำยังไม่ทราบว่า จะต้องการธรรมะ ตามความหมายของคำว่า ธรรมะคำไหนด้วยซ้ำไป.

หอสมุดธรรมทาน

พุทธทาสภิกขุ

๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐

 
ธรรมะกับเรา ชุมนุมเรื่องสั้น สารบัญ

 

คัดจาก หนังสือ ชุมนุมเรื่องสั้น พุทธทาสภิกขุ  พิมพ์ ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ