ปัญหายุ่งยาก

เกี่ยวกับการถือพระรัตนตรัย

(๒)

"ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นตถาคต, ทั้งที่แม้ว่าเขาจะจับมุมจีวรของเรา เที่ยวไปไหนไปด้วยกันทุกวันก็ตาม" นี่เป็นพระพุทธภาษิต ที่ตรัสแก่พระวักกลิ อันแสดงเนื้อความว่า ผู้ที่เห็นเปลือก (คือร่างกาย) ของพระองค์นั้น หาชื่อว่าเห็นพระองค์ไม่ ผู้ใดเห็นธรรม (คือสิ่งที่ทำพระสิทธารถให้กลายเป็นพระพุทธเจ้า) ผู้นั้นจึงจะชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า, โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ชัดทีเดียวว่า การที่จะเห็นธรรมนั้น มันมีทั้งเห็นเปลือกและเห็นเนื้อแท้จริงๆ แม้การเห็นพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นส่วนที่ได้กระจายออกไปจากตัวพระธรรม ก็เช่นนั้นดุจกัน. การที่พระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม" ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้ากับพระธรรมเป็นอันเดียวกัน ส่วนรูปกายนั้น ไม่ใช่ทั้งธรรม และตถาคต, เป็นเพียงเปลือกของธรรมหรือของตถาคต การเห็นเปลือก และเห็นเนื้อแท้ จึงไม่ใช่อันเดียวกัน และแยกกันได้อย่างเด็ดขาด.

แต่แม้ว่า การเห็นเปลือกกับเห็นเนื้อ จะเป็นคนละอันเช่นนั้นก็ตาม, ในวงศีลธรรมแห่งพระพุทธศาสนาต้องมีคู่กันทั้งเห็นเปลือก และเห็นเนื้อ. และในส่วนตัวพระธรรมเอง ก็ต้องมีทั้งเปลือก และเนื้ออาศัยกัน จึงจะเป็นประโยชน์แก่โลกได้, หน้าที่ของเราทั้งหลายจึงมีว่า เราจะต้องเห็นให้ถูกให้ตรงตามที่เป็นจริง เป็นอย่างๆ ไปเท่านั้นเอง. ถ้ามิฉะนั้น ก็จะเกิดการแก่งแย่ง หรือดูหมิ่นกันขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างจะถือรั้นว่า ฉันเห็นถูก ท่านเห็นไม่ถูก ซึ่งล้วนแต่มีเหตุผลกันคนละทาง ทั้งสองฝ่าย.

ข้อที่ว่า จำเป็นจะต้องมีทั้งเปลือกและเนื้อนั้น คิดดูง่ายๆ ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าหากว่าความหวานไม่อาศัยน้ำอ้อย หรือน้ำตาล เป็นที่ตั้งอาศัยแล้ว มันจะปรากฏแก่ลิ้นมนุษย์ได้อย่างไร, ถ้าไม่มีตุ่มหรือขวดใส่ เราจะเก็บน้ำไว้ได้อย่างไร, แม้ที่สุดแต่การที่เราจะเก็บมังคุดไว้รับประทาน มันจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจะปอกเปลือกออกทิ้งเสียก่อนแล้วเก็บเนื้อล้วนๆ ไว้

เด็กๆ ไม่รู้แม้แต่เพียงว่า ในตัวเองมีสิ่งซึ่งเขาเรียกว่า จิตอันเป็นนามธรรม, จึงไม่อาจรู้จักตัวปัญญา หรือตัวความบริสุทธิ์ซึ่งเราจะบอกว่าเป็นองค์พระพุทธเจ้าที่แท้. แต่ถ้าบอกว่าองค์พระพุทธเจ้า ซึ่งมีประวัติเป็นเช่นนั้นๆ หรือจะชี้ที่พระพุทธรูปสำคัญๆ ในโบสถ์ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าไปก่อน ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะไม่บอกให้ยึดถืออะไรไว้เสียเลยอยู่นั่นเอง. สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีการใช้ความคิดนึก ก็ไม่ต่างอะไรกันกับเด็ก จึงจัดเป็นเด็กในที่นี้ด้วย. เมื่อเป็นผู้ใหญ่มีความคิดนึกขึ้น ก็จะค่อยรู้จักสิ่งที่เป็นประเภทนามธรรมมากขึ้น อันจะเป็นหนทางให้เขารู้จักพระพุทธเจ้าตัวจริงได้เอง; เช่นเดียวกับที่เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ย่อมเข้าใจคำว่า "การมีลูกเมีย" ได้ดีกว่าเมื่อยังมีอายุ ๔-๕ ขวบ ฉันนั้นเหมือนกัน, แม้ไม่มีใครบอกเล่า, เป็นเพียงเขาใช้ความสังเกต หรือการศึกษาประเภทที่เป็นภายในอยู่เสมอ.

เมื่อเล็กๆ คนเราเหมาะที่รับคำบอกอย่างง่ายๆ สำหรับจะได้เชื่อ เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ตกไปฝ่ายต่ำ, ขณะนั้นเราไม่ต้องการเหตุผล เพราะเรายังไม่มีความคิดนึกในทางเหตุผล, ขืนให้เหตุผล หนักเข้าก็จะเห็นเป็นเซ้าซี้ยุ่งยาก เลยไม่เกี่ยวข้องเอาเสียทีเดียว. การให้เด็กๆ รับถือพระรัตนตรัย เพื่อเป็นพุทธมามกะก็อยู่ในกฏความจริงอันนี้ เราจึงจำเป็นต้องมีการถือประเภททั้งเปลือกเข้าไว้ในวงแห่งศีลธรรมของเราด้วย เพราะต้องการให้เด็กทุกคนถือพระรัตนตรัย เพื่อย้อมน้ำใจไปเสียตั้งแต่แรก. ในครั้งพุทธกาลไม่ปรากฏว่า มีการเกณฑ์ให้ถือพระรัตนตรัย ทั้งที่ผู้นั้นยังไม่รู้จักว่า พระรัตนตรัยคืออะไร แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม. เขาถือของเขาเอง และเปล่งวาจาปฏิญาณตนเป็นผู้ถือพระรัตนตรัยออกมาจากหัวใจของเขาเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีการถือประเภททั้งเปลือกซึ่งตรงกับความต้องการของเราในบัดนี้. อันเราทราบกันอยู่ดีแล้วว่า หนักไปในทางประเพณีมิใช่เป็นไปเองตามอำนาจจิตใจ. เพราะฉะนั้น การถือ หรือการได้อานิสงส์ของการถือ หรือการประพฤติศีลธรรมนั้น จึงเกิดเป็นมีสองอย่างขึ้นตาม คือได้อานิสงส์ชนิดที่เป็นประเพณีอย่างหนึ่ง อานิสงส์อันแท้จริงอย่างหนึ่ง, เท่าเทียมกันกับการถือ.

ความจริง เนื้อแท้ของพุทธศาสนานั้น เป็นฝักฝ่ายของเหตุผล หรือปัญญา หรือปรัชญา คือเป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับคนพวกฉลาด. เช่น การรับถือพระรัตนตรัย ก็ถือกันเฉพาะผู้ที่รู้จักพระรัตนตรัยแล้วด้วยปัญญาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ถูกต้องตามตามที่เป็นจริงเท่านั้น, ครั้นมาบัดนี้ เราต้องการให้แปรรูปมาเป็นศาสนาทั่วไป คือเป็นศีลธรรม(Moral) สำหรับทุกๆ คนถือ ถือทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโง่ ทั้งฉลาด หรือปานกลาง, ตัวศาสนาที่เราจะถือและวิธีถือของผู้ถือก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องแปรรูปไปจากเดิม เพื่อผลอันกว้างขวางที่เราต้องการนั้น.

เมื่อเหตุภายในหรือความจริงเปลี่ยนไปดังนี้ แต่ข้างภายนอกไม่ได้เปลี่ยนไปให้เหมาะสมกัน ก็เกิดการแก่งแย่งโต้เถียงแย้งกันขึ้นในหมู่นักคิดค้น, และเกิดการถืออย่างงมงายไร้ประโยชน์ขึ้นในหมู่ผู้ที่ไม่รู้จักถือให้ทะลุเปลือกเข้าไปหาเนื้อแท้ และทำให้เข้ากันไม่สนิทในระหว่างชนสองพวกนี้, การถือพระรัตนตรัย ซึ่งจุดประสงค์ เพื่อเป็นยานพาหนะเข้าถึงพระนิพพาน เปรียบประดุจพ่วงแพสำหรับข้ามมหาสมุทร ก็กลับกลายเป็นถูกจับขึ้นใช้แทนอาวุธ สำหรับปราบปรามกันให้พ่ายแพ้ ก่อนแต่จะออกเดินทางนั่นเอง. พวกหนึ่งมีความรู้สูงและอวดดีก็เหยียดและแสดงอาการขยะแขยงต่อความรู้ และการถือของอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกมีความรู้ต่ำ แต่ถืออย่างยึดมั่นถือมั่น ยอมตายกับพระรัตนตรัย ทั้งที่ไม่ต้องรู้ว่าพระรัตนตรัยนั้นคืออะไรมากไปกว่าที่เขาว่าๆ กันตามศาลาการปรียญของบุคคลผู้ถือสืบๆ กันมาแต่โบราณเท่านั้น. ในยุคแรกๆ โน้น ปรากฏในพระบาลีว่า ผู้ที่หลงใหลในพระรัตนตรัยเกินขีดไปก็มีอยู่บ้าง พวกนี้เรียกว่า มุทุปสันนา, ยอมถวายเมถุนธรรมแก่ภิกษุบางรูป ที่เข้าไปหลอกว่า เมถุนเป็นของหายากสำหรับภิกษุ ถ้าถวายจะได้บุญมาก ดังนี้ก็มี. นั่นก็เพราะความรักพระรัตนตรัย ผิดเนื้อที่แท้ ถูกเปลือกนอก และที่ปลอมด้วย. คนชนิดนี้ ถ้าจะเทียบกันในบัดนี้ ก็เห็นจะเท่ากันกับพวกที่ยอมเอาทองหุ้มเจดีย์ หรือทั้งที่เห็นอยู่ว่าเขาต้องเอาไปเททิ้ง เพราะมากมายเหลือเฟือ ก็ยังจะถวายอาหารให้วัดนั่นเอง แม้ว่าจะมีเพื่อนบ้านกำลังอดจวนตายกันอยู่, ลงทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จุดบูชาพระพุทธรูปหรือเจดีย์อย่างรุ่งโรจน์สว่างไสว ทั้งที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน บางเหล่ากำลังทนลำบากอยู่ในที่มืด เพราะความขาดแคลนและ ฯลฯ. นี่มิใช่บุคคลประเภทนั้นจะไม่รู้เสียทีเดียวว่า การทำประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นความดี. แต่เป็นเพราะเขาเห็นว่า การที่เขาทำเช่นนั้นๆ เป็นการทำต่อพระรัตนตรัย, ส่วนที่จะมาเจือจานแก่คนยากจนเหล่านี้ไม่คุ้มกัน เพราะไม่ใช่พระรัตนตรัยหรือเนื่องกับพระรัตนตรัยตามทรรศนะของเขา.

นี่แหละ, เราจะเห็นได้ว่า การเหยียบรู้กับการงมงายนั้นแม้จะต่างกันอย่างตรงกันข้าม มันก็เป็นผลร้ายด้วยกันทั้งสองฝ่าย. แต่ถ้าเพ่งลงไปให้ละเอียดอีกสักหน่อยแล้ว จะพบว่าการงมงายเสียอีกยังจะได้เปรียบ เพราะคนงมงายนั้น อย่างไรเสียก็ช่วยกันบำรุงศาสนาไว้โดยเปลือก, ส่วนคนเหยียบรู้ จะไม่ได้เสียเลย ทั้งโดยเปลือก และโดยเนื้อ ส่วนมากมักเป็นพวกขี้เกียจและเห็นแก่ตนด้วย บางทีก็ทำนาบนหลังคนงมงายนั่นเอง.

 
ปัญหายุ่งยาก เกี่ยวกับการถือพระรัตนตรัย ๑ ปัญหายุ่งยาก เกี่ยวกับการถือพระรัตนตรัย ๓

 

คัดจาก หนังสือ ชุมนุมเรื่องสั้น พุทธทาสภิกขุ  พิมพ์ ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ